
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดสงขลา สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งพื้นที่เมืองและชนบท ส่งผลให้หลายหน่วยงานภาครัฐต้องเร่งวางมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน ทั้งการฟื้นฟูถนน–สะพานที่ถูกตัดขาด การขุดลอกคูคลอง การเสริมกำลังสถานีสูบน้ำ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอย พร้อมเร่งสำรวจสภาพพื้นที่ เสริมความพร้อมรองรับฝนใต้ตอนล่างที่จะยาวต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า
โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำทีมคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ภาคใต้ทันทีหลังน้ำลด เพื่อหาแนวทางป้องกันจากการเกิดอุทกภัย
โดยระบุว่าภาคใต้ตอนล่างกำลังเข้าสู่ช่วงฝนตกยาวนานกว่าทุกภูมิภาค จากอิทธิพลมวลอากาศเย็นปะทะลมชื้น พร้อมสั่งทุกหน่วยในสังกัดเร่งสำรวจความเสียหายถนน–สะพาน–คูคลอง พร้อมจัดงบซ่อมเร่งด่วน และเดินหน้าแผนใหญ่ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่–สงขลา ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้ถนนวงแหวนรอบเมืองเป็นโครงสร้างหลักจัดระบบน้ำใหม่ทั้งเมือง เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยซ้ำรอยอีก
ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กรมเจ้าท่า (จท.) และหน่วยงานท้องถิ่น ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากฝนตกทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นถนนชำรุด สะพานขาด ทางเชื่อมหมู่บ้าน–อำเภอ–จังหวัด รวมถึงประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองและปากแม่น้ำ พร้อมให้เตรียมงบประมาณซ่อมแซมเบื้องต้นทันที แม้งบกลางจะยังไม่ลงมา โดยให้ใช้ “งบคงค้างและงบปีปัจจุบัน” เพื่อซ่อมแซมเร่งด่วนก่อน
พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมจัดทำงบประมาณซ่อมแซมเบื้องต้นกว่า 3,000 ล้านบาท และจะต้องเพิ่มรายละเอียดหลังน้ำลดในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะถนนชุมชน ถนนหมู่บ้าน และเส้นเชื่อมเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งประชาชนใช้สัญจรในชีวิตประจำวัน จะต้องได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด ส่วนด้านการบริหารจัดการน้ำ นายพิพัฒน์ได้กำชับกรมเจ้าท่าให้เร่งสำรวจปากแม่น้ำและคูคลองทุกสาย ว่าจุดใดมีสันดอนสะสม จุดใดระบายน้ำได้ล่าช้า และจุดใดต้องขุดลอกหรือดึงเลนออกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งระบายน้ำลงทะเล ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่เมื่อไม่นานนี้ เป็น “สัญญาณเตือนสำคัญ” ว่า ระบบระบายน้ำเดิมของเมืองไม่สามารถรองรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปได้อีกต่อไป น้ำไหลเข้าสู่เมืองพร้อมกันถึง 3 ทิศทาง ได้แก่ จากทิศตะวันออกบริเวณเขาคอหงส์–เขาน้ำกระจาย จากทิศตะวันตก ผ่านคลอง ร.1, ร.3 ร.5 และคลองหวะ และจากทิศใต้ ผ่านคลองทุ่งหมอ–คลองทุ่งวัด
ขณะที่ทางออกของน้ำมีเพียงเส้นทางเดียว คือการระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาทางทิศเหนือผ่านคลองอู่ตะเภา ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองหลักสูงกว่าตลิ่ง 2–3 เมตร สถานีสูบน้ำหลายแห่งไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จนนำไปสู่น้ำท่วมรุนแรงในเขตเมือง แต่หลังได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์พร้อมด้วย ศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้ลงพื้นที่สงขลา–หาดใหญ่เพื่อ “ถอดบทเรียนเชิงลึก” โดยจะสำรวจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมหน่วยงานท้องถิ่นและนักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
โดยมองว่าการฟื้นฟูหลังน้ำลดอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องวางแผนระบบน้ำ–ถนน–โครงสร้างเมืองในระยะ 20–30 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก โดยแนวทางระยะสั้น กระทรวงคมนาคมจะเร่งขยายความกว้าง–ความลึกของคลองหลักรอบเมือง เช่น คลอง ร.1, ร.3, ร.5, คลองเตย และคลองหวะ พร้อมติดตั้งและปรับปรุงประตูน้ำ–สถานีสูบน้ำตามจุดยุทธศาสตร์ และเปิดเส้นทางระบายน้ำใหม่ผ่านคลอง ร.5 เพื่อกระจายทางออกของน้ำไม่ให้กระจุกอยู่ที่คลองอู่ตะเภาเพียงเส้นเดียว
สำหรับแนวทางระยะยาว จะใช้โครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมเป็น “โครงสร้างหลักในการจัดการน้ำ” ควบคู่กับการจราจร โดยออกแบบให้ถนนไม่กลายเป็นกำแพงกั้นน้ำ แต่ทำหน้าที่เป็น “แนวระบายขนาน” ผ่านคลองระบายน้ำตลอดแนววงแหวน กว้างประมาณ 50 เมตร ลึก 4–5 เมตร พร้อมระบบประตูน้ำและสถานีสูบน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลา “ถนนวงแหวนเส้นใหม่จะไม่ใช่แค่แก้รถติด แต่จะเป็นโครงสร้างแก้น้ำท่วมทั้งเมือง เมื่อน้ำไหลเข้ามาจากสามทิศ เราต้องทำทางออกมากกว่าหนึ่งทิศ และต้องออกแบบไว้ตั้งแต่วันนี้”
พร้อมทั้งเสนอให้โครงการถนนวงแหวน–ระบบน้ำหาดใหญ่ เป็น “โครงการบูรณาการระดับชาติ” ต้องทำงานร่วมกันอย่างน้อย 3–4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจัดทำ “แผนแม่บทระบบน้ำเมืองหาดใหญ่” อย่างครบวงจร พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องถูกใช้เป็นต้นแบบให้เมืองอื่นของประเทศในการวางระบบถนน–คลอง–ประตูน้ำอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยกระทรวงคมนาคมพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในระยะยาวอย่างยั่งยืน
จะเห็นได้ว่าจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายในวงกว้างทั้งเขตเมืองและชนบท เบื้องต้นพบว่าระบบระบายน้ำเดิมไม่สามารถรองรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปได้อีกต่อไป โดยน้ำหลากจาก 3 ทิศทางแต่มีทางออกเพียงทิศเดียว ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงซ้ำซาก ต้องติดตามกันว่าแผนของกระทรวงคมนาคมครั้งนี้จะตอบโจทย์ตรงจุดหรือไม่??? ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่เสียหายและแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว โดยให้สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเข้ากับการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ.
กัลยา ยืนยง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
ทำความรู้จัก Financial Optionality
เคยไหม...รายได้เข้าทุกเดือน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตกลับรู้สึกว่า “ยังทำไม่ได้” เพราะรายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งถูกผูกไว้กับค่าบ้าน ค่ารถ และภาระผ่อนต่างๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “มีรายได้” จึงไม่ได้แปลว่า “มีอิสระทางการเงิน” เสมอไป
อายุยืนบนโจทย์‘เงินออม’ที่ยาวขึ้น
การมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปลี่ยนโจทย์สำคัญของการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือสิ้นสุดลง เมื่อช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การวางแผนอนาคต จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินเพียงพอสำหรับวันหยุดทำงาน แต่เป็นการออกแบบความมั่นคงให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยืดยาวขึ้น
แรงงานไทยหาตัวเองให้เจอ
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่ต้องการแรงงานที่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัยของเทคโนโลยี และตลาดแรงงานยังต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถนัดอะไร และอยากเติบโตไปในเส้นทางใด สำหรับเคทีซี การพัฒนาคนไม่ใช่เพียงการสร้างบุคลากรให้กับองค์กร แต่คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ชูโมเดลจัดการน้ำไม่ท่วมไม่แล้ง
ภาพจำมหาอุทกภัยปี 2554 คือบทเรียนราคาแพงของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ในปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “พระนครศรีอยุธยา” ได้ก้าวข้ามจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 360 องศา เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้นักลงทุนมั่นใจว่าโรงงานผลิตจะไม่สะดุด ไม่ว่าธรรมชาติจะเหวี่ยงมาทาง “น้ำหลาก” หรือ “เอลนีโญ”
Gastech 2026 ขับเคลื่อนพลังงานมั่นคง
งาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก กำลังจะจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่สองในรอบเกือบสองทศวรรษ งานนี้คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศ พร้อมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 ราย และวิทยากรระดับโลกกว่า 800 คน ครอบคลุมทั้งระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารซีอีโอ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภายใต้การเป็นเจ้าภาพของกระทรวงพลังงานไทย ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง EGAT ปตท. และ Gulf ในฐานะ National Consortium Partners

