
เรื่อง "บังหล่า" ทำเอาในโซเชียลลุกเป็นไฟครับ
"บังหล่า" มีใบหน้าบางส่วนไปคล้ายกับพระพักตร์ในหลวง
ปีนี้ "บังหล่า" อายุ ๔๒ แล้ว
ใช้ชีวิตมา ๔๒ ปีแล้วไม่มีเรื่องมีราวอะไร ประกอบสัมมาอาชีพทำมาหากินตามปกติเหมือนคนทั่วไป
แต่วันนี้เกิดวิกฤตในชีวิต ที่ไม่ได้เกิดจากตัวเอง แต่จากบุคคลอื่นที่เอารูปใบหน้า "บังหล่า" ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง
ตามความเชื่อทางการเมืองของตนเอง
เอาไปขยายความจน "บังหล่า" ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้
ปั่นข่าวว่า มีคนไปฟ้อง "บังหล่า" ว่าทำผิด ม.๑๑๒ ถูกไล่ออกจากงาน รปภ.
จนมีนักการเมืองแสดงเจตจำนงยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
โพสต์ของ "น้องน้ำแข็ง" รักชนก ศรีนอก จากพรรคส้ม โพสต์รัวๆ
"...ขอความเป็นธรรมให้ ‘บังหล่า’ อดีตเจ้าหน้าที่ รปภ. ความพยายามของเจ้าหน้าที่ ที่ต้องการเอาอกเอาใจเจ้านายมากเกินพอดี หรือกฎหมายที่มีปัญหา ไม่ควรทำให้ชีวิตใครต้องลำบากโดยที่เค้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลย..."
"...ท่านใดติดต่อ ‘บังหล่า‘ ได้ รบกวนแจ้งทีค่ะ มีบริษัทที่เจ้านายมีใจเป็นธรรม พร้อมจะรับเข้าทำงาน และพรรคประชาชนพร้อมที่จะดูแล หากถูกนายจ้างเก่าให้ออกจากที่ทำงานอย่างไม่เป็นธรรม..."
ใช่ครับโพสต์แบบนี้ มันแสดงให้เห็นว่า พรรคส้ม พร้อมให้ความช่วยเหลือบุคคลที่ถูกฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ขณะที่ต้นตอข่าวว่าถูกฟ้อง ม.๑๑๒ นั้นหาที่มาที่ไปที่น่าเชื่อถือไม่ได้
แต่โชคดีครับ ชาวโซเชียลเขาไปตามสืบมาจนได้ความว่า นี่คือรายการ "โหน"
เพจ ปราชญ์ สามสี โพสต์ว่า
--------------------------
อัปเดตข่าวเพิ่มเติม: คดีพลิก! “บังหล่า” ไม่ได้โดนคดี ม.๑๑๒ แต่เป็นฝ่ายไปแจ้งความเอง หลังถูกนำภาพไปตัดต่อเสียหาย
คดีนี้เริ่มพลิกชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อข้อมูลที่ออกมาตรงกันว่า “บังหล่า” หรือพี่รุ่งอรุณ ไม่ใช่ผู้ต้องหาคดีมาตรา ๑๑๒ อย่างที่บางกระแสพยายามปั่นกันในโลกออนไลน์ แต่กลับเป็น “ผู้เสียหาย” ที่ถูกคนอื่นนำภาพไปตัดต่อในลักษณะเสียหาย จนเจ้าตัวตกใจและรีบเดินทางไปแจ้งความเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยตัวเอง
เรื่องเดิมที่ถูกแชร์กันคือ บังหล่าเป็นพนักงาน รปภ. คนธรรมดา ใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำ และเล่น TikTok ตามประสาคนทั่วไป แต่เพราะหน้าตาของแกถูกบางคนแซวว่าคล้ายบุคคลสำคัญ จึงกลายเป็นช่องให้มีคนไม่หวังดีแคปภาพไปตัดต่อ แล้วนำไปใช้ในทางล้อเลียนสถาบันฯ จนเรื่องบานปลายในโลกออนไลน์
พอเจ้าตัวรู้เรื่อง สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การหนี ไม่ใช่การโต้เถียงทางการเมือง แต่คือการไปแจ้งความกับตำรวจ เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ทำภาพ ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ และไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ได้ลงพื้นที่ไปสอบถามข้อมูลถึงที่ทำงานของบังหล่า ซึ่งเป็นขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังจากนั้นกลับมีกระแสในโลกออนไลน์บิดเบือนว่า “บังหล่าโดนแจ้งจับ ม.๑๑๒” ทั้งที่ข้อเท็จจริงตามที่เล่ากันมา คือบังหล่าเป็นคนไปแจ้งความเอง เรื่องจึงกลายเป็น “คดีพลิก” เพราะคนที่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นผู้ต้องหา แท้จริงแล้วอาจเป็นคนที่ถูกนำภาพไปใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะบังหล่าเป็นเพียงคนทำงานธรรมดา ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักเคลื่อนไหว และไม่ได้มีพื้นที่สื่อมากพอจะอธิบายตัวเอง เมื่อข่าวถูกปั่นซ้ำๆ เจ้าตัวจึงเกิดความเครียด หวาดกลัว และไม่สบายใจอย่างหนัก ถึงขั้นต้องลบโพสต์ใน TikTok และหลบหน้าผู้คน เพราะกลัวว่าเรื่องจะบานปลายไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังถูกนักการเมืองและกลุ่มการเมืองบางฝ่ายหยิบไปใช้เป็นประเด็นโจมตีมาตรา 112 ทันที ทั้งที่แก่นของเรื่องยังไม่ใช่การที่บังหล่าถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้ แต่เป็นเรื่องของการนำภาพคนธรรมดาไปตัดต่อเสียหาย แล้วมีบางกลุ่มนำข่าวที่คลาดเคลื่อนไปขยายผลทางการเมือง
นี่จึงไม่ใช่แค่ข่าวของบังหล่าคนเดียว แต่เป็นบทเรียนใหญ่ของสังคมออนไลน์ไทยว่า ข่าวปลอมและการบิดเบือนสามารถทำให้ “ผู้เสียหาย” กลายเป็น “จำเลยสังคม” ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และเมื่อการเมืองเข้ามาโหนกระแส ความจริงก็ยิ่งถูกกลบด้วยเสียงเชียร์ เสียงด่า และวาทกรรมที่แต่ละฝ่ายสร้างขึ้นมา
กรณีนี้จึงควรถูกมองอย่างระมัดระวังว่า เรากำลังเห็นคนธรรมดาถูกลากเข้าไปอยู่กลางเกมการเมือง ทั้งที่เขาอาจไม่ได้ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องเลย สิ่งที่ควรถามไม่ใช่แค่ว่าใครได้ประโยชน์จากกระแสนี้ แต่ต้องถามด้วยว่า ใครเป็นคนเริ่มบิดเบือน ใครเป็นคนขยายข่าวผิด และใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของบังหล่า
ท้ายที่สุด “คดีพลิก” ครั้งนี้กำลังบอกเราว่า อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่ถูกปั่นขึ้นมาในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเรื่องที่โยงกับการเมืองและมาตรา ๑๑๒ เพราะบางครั้งคนที่ถูกชี้นิ้วว่าเป็นผู้กระทำผิด อาจเป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกคนอื่นเอาภาพไปใช้ แล้วต้องมารับแรงกระแทกจากเกมการเมืองที่ตัวเองไม่ได้เริ่มเลย
------------------------
เพจ ต.ตุลยากร โพสต์ว่า
------------------------
"...René Girard René Girard (1923-2015) นักคิดชาวฝรั่งเศส-อเมริกัน (ตำแหน่งสุดท้ายคือ Andrew B. Hammond Professor of French Language, Literature and Civilization ที่ Stanford University) ได้ระบุว่า ค่านิยมหนึ่งที่ครอบงำวัฒนธรรมโลกในยุคปัจจุบันมากกว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นคือ "ความห่วงใยเหยื่อ" (concern for victims) และ Girard เรียกกระบวนการนี้ว่า Victimism ซึ่งก็คือ "ใช้อุดมการณ์ความห่วงใยเหยื่อเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือจิตวิญญาณ"
เรียกภาษาบ้านๆ ก็คือ โหนเหยื่อมาโจมตีทางการเมืองนั่นแหละครับ
ซึ่งจริงๆ การห่วงใยเหยื่อไม่ใช่สิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำครับ แต่ประเด็นคือ การเอาความห่วงใยเหยื่อไปโจมตีทางการเมือง เพราะมันอาจจะนำไปสู่ขบวนการสร้างเหยื่อก็ได้
มาที่บ้านเรา กรณี “บังหล่า” เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ความห่วงใยเหยื่อเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง
แล้วที่สำคัญ กลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องให้บังหล่า ส่วนใหญ่ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ทำให้บังหล่ากลายเป็นเหยื่อ
เค้าอยู่ของเค้าดีๆ ก็ไปคอมเมนต์สุ่มเสี่ยงล้อเลียน จนเค้าอยู่ไม่ได้
พอมีประเด็น ก็พากันออกมาโหน
อันนี้มัน สร้างเหยื่อมาโหน ชัดๆ ครับ
สงสารก็แต่คนที่กลายเป็นเหยื่อของพวกสร้างเหยื่อ
บาปกรรมจริงๆ ครับ.
-----------------
ครับ...ประเทศไทยมีคนละเรื่องเดียวกันอยู่เยอะแยะไปหมด
จำ "มัมดิว-กิตติคุณ ธรรมกิติราษฎร์" ได้มั้ยครับ ถูกแจ้งความเอาผิด ม.๑๑๒ เพราะแต่งตัวล้อเลียน พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
คดีนี้ศาลยกฟ้อง เหตุไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากไม่มีลักษณะของการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
แต่เจ้าตัวเผ่นหนีลี้ภัยไปอยู่ที่เยอรมนีแล้ว
ประเด็นคือ เจ้าตัวรู้ครับว่าทำอะไรไปเพื่ออะไร
กองเชียร์ซึ่งก็คือมวลชนสีส้มต่างก็รู้ดีว่าเจตนาของ "มัมดิว" คืออะไร
คนหนึ่งพยายามทำให้เหมือน
อีกคนไม่เคยคิดว่าตัวเองเหมือน
แต่ "ส้ม" โหนทั้ง ๒ กรณี เพราะมีธงทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่ใช่ 'ทรัมป์' ทำไม่ได้
ช็อกโลกสิครับ! ยังไม่รู้จะเรียกเหตุการณ์อะไรดี ระหว่าง ลอบสังหาร กับ จัดฉาก แต่...ไม่ว่าจะเรียกอะไร ทุกสายตาก็โฟกัสไปที่ความเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ กันทั้งนั้น
กาเหว่าสีส้ม
เป็นไปตามคาด...วานนี้ (๒๔ เมษายน) ศาลฎีการับคำร้องคดี ๔๔ สส. พรรคก้าวไกล เสนอกฎหมายแก้ ม.๑๑๒ ไว้พิจารณา คำร้องที่ขอให้ ๑๐ สส.พรรคประชาชนหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ศาลยกคำร้องให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
กู้ ๕ แสนล้าน
ช่วงนี้มีแต่เรื่องแรงๆ ครับ รัฐบาลอนุทินบริหารประเทศมาแล้ว ๒๕ วัน สาหัสยิ่งกว่าบริหารมา ๑ ปี มาครบแทบจะทุกรสชาติครับ
ปอเนาะ
ครับ...ผลจากคำพูดของแม่ทัพภาคที่ ๔ “พล.ท.นรธิป โพยนอก” ทำพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาเป็นที่สนใจกันอีกครั้ง
อยากได้แต่ไม่อยากจ่าย
จะหวังรอสงครามยุติดูไม่ง่ายเสียแล้วล่ะครับ
ถุย!
ดรามาวันสงกรานต์ คนอื่นเขา "สาด" แต่ นายกฯ อนุทิน "ถุย" เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมโหระทึก วิพากษ์วิจารณ์กันมันหยด คนเป็นผู้นำประเทศ "ถุย" บนเวที ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่เหมาะสม

