4เดือนรัฐบาล‘นายกฯนิด’ ติดสปีดผลงานแก้ปากท้อง

หลังรัฐบาล “นายกฯ นิด” เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำทัพคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากหลายพรรคร่วมรัฐบาล เข้าบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2566 ที่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่ และจะครบ 4 เดือนในการเข้ามาบริหารประเทศในต้นเดือนมกราคม 2567

จากคำมั่นของนายเศรษฐาที่ว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชน มีความตั้งใจจริง และจะทำงานอย่างลืมความเหน็ดเหนื่อย ทุกวัน ทุกนาที จะเอาความต้องการของประชาชนเป็นที่ตั้ง และปัญหาปากท้องถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ที่จะต้องเร่งทำนโยบายออกมาที่เป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคน

ทั้งนี้ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ก็ติดสปีดทำงานทันที ในห้วงเวลา 4 เดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มีการขยับขององคาพยพต่างๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่การประเดิมเดินสายทัวร์ต่างประเทศของนายเศรษฐา ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ซาอุดีอาระเบีย ลาว ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่เจ้าตัวรับบทเป็น “เซลส์แมน” เจรจาการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ ใช้ท่วงทำนองความเป็นนักธุรกิจดึงดูดนักลงทุนจากหลากหลายสาขาเข้าไทย พร้อมโชว์โครงการแลนด์บริดจ์ของไทยบนเวทีโลก

ซึ่งหลังจากการเดินสายเยือนหลายประเทศ ต้องยอมรับว่ามีภาคธุรกิจและเอกชนจากนานาประเทศให้ความสนใจไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น และส่งผลถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีด้วย

ถัดมาอีกผลงานที่รัฐบาลทำทันทีคือ “ลดค่าไฟฟ้า” ซึ่งตั้งแต่ช่วงแรกที่รัฐบาลเข้ามาก็มีมติ ครม. ลดค่าไฟทันทีจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ลดค่าไฟฟ้าเหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย และวันที่ 18 กันยายน ลดเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย เริ่มตั้งแต่งวดบิลเดือนกันยายน 2566 ทันที มีผลถึงรอบบิลธันวาคม 2566 โดยการปรับลดนี้ยังเป็นไปตามกฎระเบียบ ไม่ฝ่าฝืนวินัยการเงินการคลัง และเป็นไปตามแนวทางที่นายกฯ ต้องการให้ค่าไฟต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย

ขณะเดียวกันยังมีการ “ลดราคาค่าน้ำมัน” ในช่วงนั้นทันที โดย ครม.มีมติปรับลดภาษีน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดลง 1 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน 2566

นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่ทุกคนรอคอยอย่าง “เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่นายเศรษฐาแถลงชัดเจน เงื่อนไขผู้มีสิทธิ์ได้รับคือ คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึง 7 หมื่นบาทต่อเดือน และมีเงินฝากต่ำกว่า 5 แสนบาท โดยให้สิทธิ์ใช้ครั้งแรกในเวลา 6 เดือนหลังจากโครงการเริ่ม และขยายพื้นที่การใช้จ่ายให้ครอบคลุมระดับอำเภอ ส่วนผู้ที่ไม่เข้าสิทธิ์ได้รับ รัฐบาลจะออกโครงการ e-Refund

ให้สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลจากการซื้อสินค้าและบริการมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท โดยให้ใบกำกับภาษีมาประกอบการยื่นภาษีบุคคล และรัฐจะคืนเงินภาษีให้ เรียกว่าเป็นนโยบายที่เปิดออกมาแล้วตื่นตาตื่นใจคนไทย แต่สุดท้ายอาจต้องเผื่อใจ เพราะยังอยู่ระหว่างตีความการออก พ.ร.บ.กู้เงิน เพื่อนำมาใช้ในโครงการจะสามารถทำได้หรือไม่

 และอีกการแก้ไขปัญหาครั้งสำคัญคือ “การแก้หนี้นอกระบบและหนี้ในระบบ” ที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมแถลงใหญ่อย่างเป็นทางการ ยืนยันให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ ทั้งการจัดการกวาดล้างหนี้นอกระบบ และการดูแลลูกหนี้ในระบบให้ได้รับสินเชื่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยปัญหาหนี้นอกระบบได้บูรณาการหลายภาคส่วน โดยจะรับบทเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยดูแลทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้อย่างเป็นธรรม ทั้งเรื่องดอกเบี้ยที่แพงเกิน การทวงหนี้ที่รุนแรง ส่วนหนี้ในระบบมีการแบ่งกลุ่มลูกหนี้ในระบบที่ประสบปัญหาออกเป็น 4 กลุ่ม

ได้แก่ กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19  กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้ กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง และกลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้างเป็นระยะเวลานาน โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้ได้วางแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้แล้วตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด พร้อมตั้งเป้าจะจัดการให้จบในรัฐบาลนี้

นอกจากนี้ยังมีในเรื่อง “การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” ที่เกิดดรามาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา หลังคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำมีมติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 2-16 บาท ที่หลายคนมองว่าค่าแรงที่ปรับขึ้นนั้น ซื้อไข่ไก่ไม่ได้สักฟอง ในบางพื้นที่ เช่น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้ขึ้นต่ำสุดแค่ 2 บาท ซึ่งหลังจากมีมติดังกล่าว นายเศรษฐาถึงกับยอมรับไม่ได้ ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตีกลับให้กระทรวงแรงงานและผู้ที่เกี่ยวข้องนำกลับไปพิจารณาตัวเลขมาใหม่เพื่อให้ทันประกาศบังคับใช้ในปี 2567

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าหลายนโยบายที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมาในห้วงเวลา 4 เดือนนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายที่สำคัญและเป็นที่คาดหวังของประชาชน ซึ่งบางนโยบายเดินหน้าไปได้แล้ว แต่บางนโยบายยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ส่วนจะสำเร็จตามที่ขายฝันไว้ได้หรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“สำนวนฮั้ว สว.229”รั่วกลางทาง “กกต.”หนีตาย“ลอยตัว”ลดแรงเสียดทาน

นาทีนี้คงไม่มีประเด็นการเมืองไหนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงขั้วอำนาจในสภาสูงได้เท่ากับมหากาพย์ "คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา" อีกแล้ว จากการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการจัดตั้งและบล็อกโหวต วันนี้คดีที่หลายฝ่ายคิดว่าจะถูกเตะถ่วงจนเงียบหาย กลับมาพูดถึงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และกำลังบีบให้องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตกอยู่ในสภาพ "หลังชนฝา"

"ใครรุก-ใครรับ"ในเกมไฟใต้ "การเมือง" กระตุก"กองทัพ"

ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส

26ส.ค.ไต่สวนลับ บัตรเลือกตั้ง ปิดคดีกันยายน

คำร้องคดี บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจใช้สืบค้นย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 มี.ค. ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย

หลังเปิดสภา 25 ส.ค. การเมืองร้อนกลางสายฝน ล็อกเป้าซักฟอกถล่ม'อนุทิน'

แน่นอนว่าไคลแมกซ์การเมืองในช่วงการประชุมสภาสมัยล่าสุด ที่จะเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.นี้เป็นต้นไป คือ

‘หนู-นก’ลุยไฟฝ่าเสียงค้าน! เข็น‘TH-AI Passport’ไม่ไร้ค่า

ไม่ใช่โครงการไร้ค่า เฮงกะบ๊วย! คำพูดการันตีจากหัวหน้ารัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดลงทะเบียนวันแรกแล้วเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569