ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ฉบับ ‘หัวเขียง’ ที่นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยเสนอ ส่อแวว ‘แท้ง’ ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น
สาระสำคัญที่น่าสนใจซึ่งหลายฝ่ายพูดถึงกันมากคือ การจะโยกอำนาจแต่งตั้งนายทหารให้มาอยู่ในมือ ‘คณะรัฐมนตรี’
ขณะเดียวกัน ยังมีกลไกป้องกันการรัฐประหาร โดยระบุว่า ห้ามใช้กำลังทหารเพื่อกระทำการที่มิชอบด้วยกฎหมายบางประการ เช่น ยึดอำนาจจากรัฐบาล ก่อกบฏ ขัดขวางการปฏิบัติราชการ เพื่อธุรกิจ หรือกิจการที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา เป็นต้น
ฝั่งพรรคเพื่อไทยเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า ‘กฎหมายสกัดรัฐประหาร’
อย่างไรก็ดี สำหรับกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเสนอประกบกับร่างของพรรคประชาชน
ในชั้นสภาผู้แทนราษฎร หากพรรคเพื่อไทยผนึกกำลังกับพรรคประชาชน กฎหมายฉบับดังกล่าวจะผ่านไปไม่ยาก เพราะเสียงของพรรคสีแดงกับพรรคสีส้มรวมกันเกินกึ่งหนึ่งแล้ว
แต่จะผ่านไปสู่การนำมาใช้นั้น ‘ยาก’ โดยเฉพาะเมื่อดูปฏิกิริยาของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ‘ไม่เอาด้วย’
ท่าทีของนายอนุทินย่อมสะท้อนแทนพรรคภูมิใจไทย และย่อมสะท้อนไปถึง ‘วุฒิสภา’ อันเป็นขุมข่ายของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน’ เช่นกัน
ฉะนั้น ต่อให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาด้วยเสียงข้างมากได้ ถึงอย่างไรจะต้องมาเจอทางตันอยู่ในชั้นของสภาสูงอยู่ดี
อีกทั้งในทางปฏิบัตินั้น ขณะนี้โอกาสที่จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาถึงชั้นวุฒิสภาเป็นไปได้ยากแล้ว เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ที่ไม่ใช่แต่เพียงพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงจุดยืนว่าไม่เอาด้วยเช่นกัน
ล่าสุดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคอนุรักษนิยมที่หนึ่งในผู้ก่อตั้งมาจากอดีตคนในกองทัพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอดีตผู้นำรัฐประหารเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรค
2 พรรคการเมืองที่เคยร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาก่อน ต่างยืนยันชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วย
และแม้ลำพัง 2 พรรคร่วมรัฐบาลดังกล่าวจะไม่มีเรี่ยวแรงในการสกัดกั้นกฎหมายฉบับนี้หากพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลจับมือกัน แต่มันเป็นสัญญาณที่อาจทำให้พรรคเพื่อไทยต้องถอยในที่สุดได้
เพราะหากพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลผนึกกำลังกันผลักดันกฎหมายดังกล่าวจริง มันย่อมมีผลทางการเมือง โดยเฉพาะการสร้างความหวาดระแวงให้กับฝ่ายอนุรักษนิยมและกองทัพ ถึงความสัมพันธ์อันดีของพรรคสีแดงกับพรรคสีส้มที่ยังดำรงอยู่
จะเกิดความไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทย ในเรื่องที่ว่า จะกลับไปร่วมมือกับพรรคประชาชนอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
ไม่เพียงเท่านั้น มันอาจจะกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘กองทัพ’ กับ ‘พรรคเพื่อไทย’ ที่ระยะหลังเหมือนจะดีขึ้นมา หลังเป็นเส้นขนานกันตลอดสิบปีมานี้
ซึ่งบทเรียนในอดีตมีมาแล้วว่า การพยายามที่จะเข้าไปล้วงลูกและแทรกแซงกองทัพของฝ่ายการเมือง มักจะลงเอยอย่างไร
อย่างไรก็ดี อีกมุมหนึ่งการที่พรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายดังกล่าวในครั้งนี้นั้น รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยากที่จะผ่าน หากแต่เมื่อพรรคประชาชนคู่แข่งคนสำคัญในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งมีฐานมวลชนปีกขวาแบบเดียวกันชิงเสนอก่อน จึงทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถอยู่เฉยได้ ต้องเสนอประกบในเชิงสัญลักษณ์ว่า ต่อต้านการรัฐประหารเช่นเดียวกัน
ทั้งที่ความจริงพรรคเพื่อไทยไม่อยากเข้าไปยุ่มย่ามกับกองทัพมากนัก เพราะสมัยนายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม ก็ศึกษากฎหมายฉบับนี้เอาไว้เหมือนกัน แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กลับไปดูในรายละเอียด ไม่ได้นำกลับเข้ามาตั้งแต่ตอนนั้นอีก
ขณะที่ ‘บิ๊กอ้วน’ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมคนปัจจุบัน ก็ชิงออกมาชี้แจงแล้วว่า มันเป็นท่าทีส่วนตัวของนายประยุทธ์เท่านั้น ซึ่งมีสิทธิ์แสดงความเห็นได้ แต่นั่นไม่ใช่ท่าทีในนามพรรคเพื่อไทย
หากจับปฏิกิริยาของ ‘บิ๊กอ้วน’ จะเห็นว่าไม่ได้ตำหนินายประยุทธ์แต่อย่างใด อาจอนุมานได้เหมือนกันว่า พรรคเพื่อไทยกำลังเล่นสองหน้า คือ ให้สมาชิกออกมาพูดในเชิงสัญลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันตนเองและพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้แสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้ว่าเอาหรือไม่เอา
ซึ่งมันอาจจะมีเรื่องของฐานคะแนนเสียงเข้ามาเกี่ยวข้อง
ฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้หากจะมีการแก้ไข และหากจะให้ผ่านไปได้ 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องไม่มีคือ การแต่งตั้งนายทหารที่จะให้ ครม.เป็นผู้อนุมัติ กับเนื้อหาสกัดกั้นการรัฐประหาร
เพราะการรัฐประหารนั้น ไม่มีกฎหมายใดป้องกันได้ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวนักการเมือง ไม่จำเป็นต้องตราออกมา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วาระร้อนหลังเปิดสภาฯ12ธ.ค. จุดไฟการเมืองลุกโชนก่อนยุบ!
รัฐสภาจะกลับมาเปิดสมัยประชุมกันอีกครั้งตั้งแต่ 12 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป ซึ่งหากจังหวะการเมืองเดินไปตาม MOA ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำไว้กับพรรคประชาชน ก็คือจะ ยุบสภาฯ ในวันที่ 31 มกราคม 2569
หาดใหญ่-สแกมเมอร์ทำรบ.'แต้มหล่น' 'อนุทิน'เปิดหน้าชนกู้เรตติ้ง
โดนล่อเป้าในจังหวะที่รัฐบาลกำลังอยู่ในสภาพอ่อนแอจากกรณีมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สำหรับการปล่อยภาพที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล
จิรุตม์-มณฑลลุ้นผงาดกกต. สีน้ำเงินคุมเสียงข้างมาก7เสือ
เมื่อมีความชัดเจนทางการเมืองว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการโหวตร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญวาระ 3 ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า 2569
'ภัยพิบัติการเมือง เมื่อกฎบริจาค กลายเป็นสนามแข่งพรรคใหญ่'
ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมในหลายพื้นที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงแนวทางการบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
พลิกเกม"น้ำท่วม"สู้ศึกเลือกตั้ง สมรภูมิการเมืองช่วงชิงชัยชนะ
แรงกดดันของสังคมที่มีต่อ "อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พุ่งเป้าไปที่ความผิดพลาด บกพร่อง และล่าช้า ในการสั่งการเข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
วิกฤตน้ำท่วมทำรัฐบาลรวน อาจป่วนถึงการแก้รัฐธรรมนูญ
วิกฤตในการบริหารสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ของภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นอกจากความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมหาศาลแล้ว ยิ่งทำให้รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณชน

