'ภัยพิบัติการเมือง เมื่อกฎบริจาค กลายเป็นสนามแข่งพรรคใหญ่'

ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมในหลายพื้นที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงแนวทางการบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดย นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการ กกต. เป็นผู้แถลงเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 การชี้แจงนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกพรรคการเมือง ในการดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือ โดยไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง คำชี้แจงดังกล่าวระบุว่าการบริจาคสามารถทำได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบวงเงินที่กำหนด เพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่อาจนำไปสู่การได้เปรียบทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบดังกล่าวอาจเปิดช่องโหว่ให้เกิดการใช้เงินในลักษณะที่คล้ายกับการซื้อเสียง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการประกาศพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ข้อจำกัดทางกฎหมายยังไม่เข้มงวดเท่ากับช่วงหาเสียงอย่างเป็นทางการ

รายละเอียดของคำชี้แจง กกต.ระบุชัดเจนว่า สำหรับ สส. สมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สามารถบริจาคเงินช่วยภัยพิบัติได้ไม่เกินครั้งละ 300,000 บาทต่อวัน โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในเหตุการณ์ภัยพิบัติเดียวกัน ส่วนพรรคการเมืองสามารถบริจาคได้ไม่เกิน 3,000,000 บาทต่อเหตุการณ์ หากบริจาคเกินวงเงินที่กำหนด ส่วนที่เกินจะถูกหักยอดเพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อรักษาความสมดุลทางการเงินของพรรค

นอกจากนี้ การบริจาคสามารถทำได้โดยตรงกับบุคคล  องค์กร หรือหน่วยงานใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านหน่วยงานรัฐที่กำหนดไว้ และอนุญาตให้โฆษณาการบริจาคได้อย่างเปิดเผย เช่น การติดสติกเกอร์ระบุชื่อ สส. หรือชื่อพรรคการเมืองบนสิ่งของบริจาค หรือการประกาศว่าบริจาคในฐานะผู้แทนราษฎรในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงการช่วยเหลือ เงื่อนไขเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการช่วยเหลือภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและโปร่งใส แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่นำไปใช้เพื่อจูงใจให้เกิดการสนับสนุนทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชาติที่ไม่มีข้อห้ามเข้มงวดเท่ากับระดับท้องถิ่น ซึ่งต้องระวังช่วง 180 วันก่อนครบวาระ

การวิเคราะห์ในมุมช่องโหว่พบว่า คำชี้แจงของ กกต. อาจเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองใช้ภัยพิบัติเป็นข้ออ้าง ในการจ่ายเงินจำนวนมากก่อนช่วงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เนื่องจากประเทศไทยประสบภัยพิบัติบ่อยครั้ง เช่น น้ำท่วม พายุ หรือภัยแล้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่เลือกตั้งสำคัญ โดย สส.สามารถบริจาคหลายครั้งในเหตุการณ์เดียวกัน เช่นหากภัยน้ำท่วมยืดเยื้อหลายสัปดาห์ นักการเมืองอาจบริจาคครั้งละ 300,000 บาทในหลายรอบ โดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน การโฆษณาการบริจาคยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ ทำให้ประชาชนรู้สึกขอบคุณและอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนในภายหลัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ภัยพิบัติส่งผลกระทบรุนแรง และประชาชนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ยิ่งไปกว่านั้นการพิสูจน์เจตนาในการซื้อเสียงนั้นยาก เพราะต้องแสดงให้เห็นว่าการบริจาคมีจุดประสงค์จูงใจให้ลงคะแนน ไม่ใช่ช่วยเหลือจริง

ซึ่ง กกต.ยอมรับว่าต้องอาศัยหลักฐานที่ชัดเจน เช่น การบริจาคผ่านญาติหรือนอมินีเพื่อเลี่ยงวงเงิน แต่ในทางปฏิบัติการตรวจสอบอาจไม่ครอบคลุม หากพรรคใหญ่ที่มีทรัพยากรจำนวนมากใช้ช่องทางนี้ ก็อาจสร้างความได้เปรียบเหนือพรรคเล็กที่ไม่มีทุนทรัพย์เท่าเทียม

จากตัวอย่างในอดีต การบริจาคช่วยภัยพิบัติเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการหาเสียงทางอ้อม เช่นในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือภัยแล้งปี 2563 และนอกจากนี้อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะช่วงฤดูไหนภัยพิบัติก็เกิดขึ้นได้เสมอ แม้จะเป็นฤดูหนาว ในอนาคตอาจจะเกิดภัยพิบัติภาคเหนือหนาวแบบรุนแรง หรือมีไฟป่า นักการเมืองหลายคนถูกกล่าวหาว่าใช้โอกาสนี้แจกสิ่งของพร้อมติดป้ายชื่อพรรคเพื่อสร้างฐานเสียง แต่ กกต.ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะขาดหลักฐานเจตนาซื้อเสียงชัดเจน

 ในบริบทปัจจุบัน หากใกล้ช่วงยุบสภา การบริจาคเช่นนี้อาจถูกมองว่าเป็นการ "หาเสียงล่วงหน้า" โดยไม่ผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง แต่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมในการเลือกตั้ง เพราะทำให้พรรคที่มีทุนสูงสามารถเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า ข้อกังวลเพิ่มเติมคือ การขาดกลไกตรวจสอบที่เข้มงวด เช่น การรายงานการบริจาคแบบเรียลไทม์หรือการสุ่มตรวจพื้นที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตซ่อนเร้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่การเฝ้าระวังจาก กกต.ไม่ทั่วถึง

คำชี้แจงของ กกต. แม้จะมีเจตนาดีในการส่งเสริมการช่วยเหลือภัยพิบัติ แต่ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่พรรคการเมืองใช้ในการจ่ายเงินเพื่อซื้อใจประชาชนก่อนประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่กฎหมายยังไม่บังคับใช้เต็มรูปแบบ เป็นการ "เปิดประตูทอง" ให้พรรคการเมืองใหญ่ใช้เงินจำนวนมหาศาลสร้างบุญคุณกับประชาชน ในช่วงที่กฎหมายซื้อเสียงยังไม่บังคับใช้เต็มตัว โดยใช้ข้ออ้างภัยพิบัติที่กำหนดขอบเขตไม่ชัดเจน และไม่มีการจำกัดจำนวนครั้ง

การแก้ไขช่องโหว่นี้อาจต้องอาศัยการออกระเบียบเพิ่มเติมจาก กกต. เพื่อกำหนดเกณฑ์เจตนาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และเพิ่มการตรวจสอบโปร่งใส เพื่อให้การช่วยเหลือภัยพิบัติเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โผมท.-คลองหลอดฝุ่นตลบ สิงห์น้ำเงินผงาด แต่ไม่ยกแผง

ปกติการจัดทัพ-ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซี 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทั้ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้รับความสนใจจากแวดวงการเมืองพอสมควร ไม่แพ้โผทหาร-โผตำรวจ ยิ่งในช่วงการเมืองพีกๆ เช่น จะมีการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเมืองแรงๆ มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมือง โผมหาดไทยก็จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตามไปด้วย

ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.

เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย

ดับฝันเกมเสี้ยม"2น.1พ." “ธรรมนัส"ปิดตาย'ดีลโมนาโก'

ด้วยเสถียรภาพและองคาพยพของ ระบอบสีน้ำเงิน ที่มีความเข้มแข็ง ช่องทางของฝ่ายตรงข้ามที่จะสั่นคลอนรัฐบาลอนุทินได้ก็คือการทำลายความเชื่อถือต่างๆ รวมถึงเสี้ยมให้เกิดความแตกแยก ดังที่เกิดขึ้นในยุค 3 ป. แห่งบูรพาพยัคฆ์ ที่เกิดความขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจ ระหว่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

“กกต.”อยู่ระหว่างเขาควาย ถูกบีบเลือก"เส้นทางรอด"

คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องวัดใจ เพราะนับตั้งแต่จบการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ข้อครหาเรื่องขบวนการจัดตั้ง การเดินสายจองห้องพักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การแจกตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนตารางโพยลงคะแนน ได้กลายเป็นของติดตัว สว.ชุดปัจจุบันสัดส่วนเกินครึ่งสภา หรือที่เรียกกันติดปากว่า "สว.สีน้ำเงิน"

ศึก 7 อรหันต์ซอยสายลม เดิมพันเก้าอี้"ปธ.กสทช."

ไม่ผิดความคาดหมายกับสภาพ วงแตก-ประชุมล่ม ที่เกิดขึ้นในการประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ด กสทช. เมื่อ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา จนต้องนัดประชุมใหม่ช่วง 5 สิงหาคม

7 ปีบนเก้าอี้ ผบ.ตร. ‘บิ๊กราญ’ โอกาสทอง การปฏิรูปตำรวจ

เป็นไปตามโผ สำหรับการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนต่อไป