ขบวนองค์กรชุมชนสุดทนเคลื่อนพลจี้รัฐแก้ไขตัวเองด่วน ชี้บริหารประเทศหนักไปทางใช้อำนาจ-กลายเป็นรัฐราชการจนขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ยื่น 4 ข้อเสนอถึงนายกฯ ระบุรัฐบาลตกอยู่ในภวังค์หวาดวิตกทางการเมืองมากเกินไป
8 พ.ย.2564 - มีรายงานข่าวว่าในวันที่ 9 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. ขบวนประชาชน 5 ภูมิภาค ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมทั่วประเทศ 5 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออกราว 150-200 คน จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้มีการแก้ไขปัญหาประชาชน 5 ภูมิภาค โดยจัดตั้งกลไกระดับชาติซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ทั้งนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ขบวนประชาชนกลุ่มนี้ได้จัดสมัชชาสภาองค์กรชุมชนที่มีทั้งภาคประชาสังคมและภาควิชาการ และภาคีพัฒนาอื่นๆเข้าร่วมจากทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมผ่านระบบการสื่อสารอิเล็คทรอนิคเกือบ 1,000 คน ผลจากเวทีดังกล่าวได้มีการรวบรวมประเด็นปัญหาของประชาชนที่เกิดขึ้นจากทุกภูมิภาคภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งจำแนกเป็นมิติที่สำคัญ 5 ด้าน คือ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม และฐานทรัพยากร ด้านการพัฒนา ด้านการเมืองและสิทธิชุมชน ในแต่ละด้านมีข้อเสนอที่เป็นทั้งประเด็นปัญหาและที่เป็นแนวทางการแก้ไข นอกจากนั้นแล้วยังมีการวิเคราะห์ถึงปัจจัยทางการเมือง ที่ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นอุปสรรคและเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยมีข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการ คือ
1.รัฐบาลมุ่งเน้นการใช้อำนาจและกฎหมายในบริหารประเทศ มากว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือจากภาคประชาชน ทำให้เห็นถึงความไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการตื่นตัวของประชาชนในโลกสมัยใหม่ 2.รัฐบาลบริหารงานแบบรวมศูนย์ โดยเน้นใช้กลไกของระบบราชการเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการกับทุกเรื่องทุกปัญหาและทุกพื้นที่ ซ้ำยังตัดตอนหรือชะลอการกระจายอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น ทั้งที่รู้ดีว่ากลไกและระบบราชการที่เป็นอยู่นั้นมีความแข็งตัวและมีข้อจำกัดมากมาย จนไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วได้ 3.รัฐบาลตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดวิตกทางการเมือง จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ จึงสร้างมาตรการเพื่อการควบคุมทางสังคมการเมือง เพียงเพื่อรักษาความมั่นคงมากเกินไป จนไม่เปิดโอกาสหรือละเลยที่จะส่งเสริมสนับสนุนประชาชนและภาคประชาสังคมให้มีความสามารถในการขับเคลื่อนการพัฒนาในชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ
“ข้อสังเกตเบื้องต้นนี้ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศที่อยู่ภายใต้กรอบคิดอันจำกัด และไม่เข้าใจบริบทที่กำลังเปลี่ยนไปของสังคมโลกและสังคมไทย กลายเป็นการปิดกั้นประสิทธิภาพของประชาชนในประเทศโดยรวมอย่างน่าเสียดายยิ่ง ซึ่งยังไม่รวมถึงความไร้เสถียรภาพในการบริหารทางการเมืองภายในของรัฐบาลผสมจากหลายพรรค จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆที่มาจากต่างพรรค ยังให้เกิดการบริหารงานแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และเป็นการบริหารตามแบบฉบับเฉพาะของรัฐมนตรีแต่ละคน จนไม่สามารถนำพาการบริหารราชการแผ่นดินไปสู่เป้าหมายใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขบวนประชาชน 5 ภูมิภาค จึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไปภายใต้สภาพการณ์ที่เป็นอยู่นี้ จึงนัดหมายรวมตัวกันเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอทวงถามถึงความจริงใจของนายกรัฐมนตรี ต่อแนวทางในการบริหารประเทศ และแนวทางการแก้ไขปัญหาของประชาชนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้” เนื้อหาบางส่วนในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ระบุ
ในหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุข้อเสนอว่า 1.รัฐบาลต้องยอมรับการเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ” ของประชาชน ที่ไม่ใช่เป็นฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นเพียงผู้รอรับการช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น แต่ควรร่วมสร้างสังคมแนวใหม่ ที่ต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทสำคัญและมีความสามารถในการจัดการแก้ไขปัญหาได้เองในทุกมิติ
2.รัฐบาลต้องสร้างกลไกร่วมระหว่างภาครัฐ(ฝ่ายการเมืองและข้าราชการ) กับภาคประชาชน และภาคีพัฒนาอื่นๆ เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาเชิงรุกที่เท่าทันกับโลกสมัยใหม่ และสามารถเป็นกลไกในการจัดการแก้ไขปัญหาของประชาชนในทุกมิติ ทั้งระดับชาติและระดับภูมิภาค
3.รัฐบาลต้องปฏิรูปกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ให้เป็นองค์กรที่มีความก้าวหน้าทันสมัย เพื่อสร้างสังคมแนวใหม่ให้ปรากกฎ มิใช่แค่การทำงานเชิงสงเคราะห์มิติเดียว หากแต่ต้องส่งเสริมความความเข้มแข็งของสังคม ให้ประชาชนสามารถจัดการแก้ไขปัญหาของตนเองได้ รวมถึงการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ให้ดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจในความเป็นประชากรของประเทศ
4.รัฐบาล โดย พม.ต้องหยุดการแทรกแซงองค์กรที่สนับสนุนศักยภาพของภาคประชาชน ดังกรณีไม่ยอมแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช.ชุดใหม่ ซึ่งว่างเว้นมาแล้วกว่า 14 เดือน (อย่างไม่เคยปรากฏมีมาก่อน) ส่งผลให้ พอช. ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนกว่า 7,000 ตำบล ทั่วประเทศ
นายสมบูรณ์ คำแหง ผู้แทนขบวนประชาชนภาคใต้ กล่าวว่า ภาคประชาสังคม เอ็นจีโอและชาวบ้าน ได้จัดประชุมสมัชชาและมีมติร่วมกันที่จะขับเคลื่อนปัญหาร่วมกันในระดับภูมิภาคโดยใช้ตกลไกร่วมเพื่อเอาข้อเสนอ 5 ภาคแก้ไขระดับภูมิภาคให้ได้ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้บริหารโดยใช้อำนาจและกฎหมายนำทำให้ยิ่งสร้างปัญหาโดยเฉพาะปัญหาของชาวบ้าน รัฐบาลใช้แต่กลไกข้าราชการ จนทำให้กำลังเป็นเมืองข้าราชการ และไม่เห็นควาสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา และความหวาดวิตกทางการเมืองของรัฐบาลได้สร้างเงื่อนไขในการควบคุมภาคประชาชน บวกกับความพยายามของรัฐบาลที่กำลังร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน ทำให้ปัญหาชาวบ้านไม่ถูกแก้ไขและหนักขึ้นทุกวัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าขบวนประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวอาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่งหรือไม่ นายสมบูรณ์กล่าวว่า ไม่ใช่แน่นอน เพราะเราได้คุยกับมาอย่างน้อย 6 เดือน โดยหารือกันชัดว่าต้องขมวดปัญหาของ 5 ภาคให้ได้ และเมื่อได้แล้วจึงต้องการนำไปยื่นเสอนนำร่องก่อนโดยเอามติที่ประชุมสมัชชาดำเนินการ เราหวังผลให้เกิดกลไกแก้ไข และเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของพรรคการเมือง
อนึ่ง สภาองค์กรชุมชนเป็นองค์กรที่จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551โดยมีเจตนารมณ์สำคัญในการส่งเสริมให้ชุมชน ซึ่งเป็นสังคมรากฐานมีความเข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นตามความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดยมีโครงสร้างตั้งแต่ระดับหมู่บ้านและตำบล ไปถึงการประชุมระดับชาติ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.
กองทัพเรือเปิดชื่อ 11 บริษัทชิงเค้กจัดหาเรือฟริเกต
ทร.เปิดชื่อ11 บริษัทถูกเชิญให้ยื่นข้อเสนอต่อ“เรือฟริเกต“ เผย 3 บริษัทเกาหลีฯอยู่ในลิสต์รายชื่อ พร้อมย้ำข้อกำหนดต้องต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน
'ดร.กิตติธัช' งัดข้อมูล ญี่ปุ่นใช้งบฯ 1.8 แสนล้านบาทอุดหนุนน้ำมัน โต้ แก๊งทวงคืนพลังงาน
ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ภาคปชช. ร้อง 'บวรศักดิ์' ชง ก.พ. สอบใหม่ปมปลด 'หมอสุภัทร'
เครือข่าย ขสช. ร้องขอความเป็นธรรม 'บวรศักดิ์' ปมปลด 'หมอสุภัทร' วอน ก.พ. สอบสวนใหม่ กระทุ้งผู้บริหาร สธ. ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
83 ปี พคท. กับบทเรียนของสังคมไทย:สังคมนิยมอัตลักษณ์ไทยทางออกของสังคมไทย
วันที่ 1 ธันวาคม 2568 วาระครบรอบ 83 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้หวนกลับมาอยู่ในพื้นที่สนทนาอีกครั้ง

