กสม. ชี้ปมตำรวจ-บุคลากรทางการศึกษาขัดขวางคุกคามการชุมนุมโดยสงบของเด็ก เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะใช้ความระมัดระวังในการจับกุม
19 ต.ค.2566 - นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนส.ค. 2564 จากผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดการชุมนุมที่ส่วนใหญ่มีเด็กเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมาก เมื่อปี 2563 – 2564 ได้มีเด็กบางส่วนแสดงออกถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเองทั้งในโรงเรียนและพื้นที่สาธารณะ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาข่มขู่ คุกคาม ใช้ความรุนแรง รวมทั้งใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อปราบปรามการแสดงออกของเด็ก ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลและความหวาดกลัวต่อเด็กที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพของตน จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์และลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุม พิจารณาหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนข้อเท็จจริงจากหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาได้กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กที่ออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุม หรือไม่ โดยเห็นว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) กำหนดว่า เด็ก หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี การกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็กนั้น ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก เด็กมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีในทุก ๆ เรื่องที่มีผลกระทบต่อตนเอง ทั้งยังมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ และจะไม่ถูกแทรกแซงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในความเป็นอยู่ส่วนตัว ครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้ในการจับกุม กักขัง หรือจำคุกเด็กต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยจะใช้เป็นมาตรการสุดท้ายและให้มีระยะเวลาที่สั้นที่สุด โดยต้องถูกแยกและได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้ใหญ่
ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ประกอบกับพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้กำหนดหลักการที่สอดคล้องกันกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยกำหนดห้ามไม่ให้จับกุมเด็ก (ผู้ที่อายุต่ำกว่า 15 ปี) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เว้นแต่เด็กนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีหมายจับหรือคำสั่งของศาล ส่วนการจับกุมเยาวชน (ผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไปจนถึง 18 ปี) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งในการจับกุมเด็กต้องกระทำอย่างละมุนละม่อมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก โดยเด็กต้องได้รับแจ้งการจับ ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา รวมทั้งสิทธิตามกฎหมายด้วย
จากการตรวจสอบ กสม. มีความเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กที่ออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุม สรุปได้ดังนี้
1.ประเด็นการจับกุมเด็ก ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในช่วงที่เด็กออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างแพร่หลายในพื้นที่สาธารณะ ระหว่างปี 2563 – 2564 พบกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมเด็กด้วยความรุนแรงเกินกว่าเหตุเป็นจำนวนมาก บางรายไม่ได้รับการแจ้งสิทธิระหว่างจับกุม พบการรัดข้อมือเด็กด้วยสายรัดพลาสติกระหว่างควบคุมตัว และโดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการตรวจสอบว่าผู้ถูกจับกุมเป็นบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีหรือไม่ ทำให้เด็กถูกควบคุมตัวรวมกับผู้ถูกจับกุมที่เป็นผู้ใหญ่ อันเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และ “หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก” ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายและกติการะหว่างประเทศ
2.ประเด็นการดำเนินคดีอาญาต่อเด็ก นับตั้งแต่ ปี 2563 ถึงต้นปี 2566 มีเด็กประมาณ 300 คน ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุม โดยเด็กบางรายถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายคดี ฐานความผิดส่วนใหญ่มีโทษจำคุก ในจำนวนนี้มีหลายฐานความผิดที่กำหนดโทษไว้สูง และประมาณสามในสี่ของคดีทั้งหมดเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548) ในห้วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ดังนั้น คดีที่ยังคงค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีชั้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตํารวจ และพนักงานอัยการ หรือการพิจารณาคดีของศาล จึงอาจไม่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการต่อไปอีก
รวมทั้งหากพิจารณาชั่งน้ำหนักอย่างถี่ถ้วนเพื่อประเมินผลประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากการดําเนินคดีต่อเด็กกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กหากปล่อยให้เด็กที่ถูกดําเนินคดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาไปจนจบสิ้นกระบวนการทุกรายแล้ว ก็อาจเล็งเห็นได้ว่าจะไม่เกิดผลดีกับเด็กมากนัก และอาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก ตามที่กําหนดไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
3.ประเด็นการข่มขู่คุกคามเด็ก จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ปรากฏพฤติการณ์ของบุคลากรทางการศึกษามากกว่า 100 กรณี แสดงออกในลักษณะของการสั่งห้าม ขัดขวาง ตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรง ยึดอุปกรณ์และสิ่งของ หรืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสอดส่องและกดดันนักเรียนภายในโรงเรียน เพื่อไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองหรือเรียกร้องต่าง ๆ ส่วนกรณีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการเข้าไปถ่ายภาพนักเรียนที่จัดกิจกรรมในสถานศึกษา มีการกดดันผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงครอบครัวของนักเรียนไม่ให้จัดหรือเข้าร่วมกิจกรรมและการชุมนุม รวมทั้งมีการเฝ้าติดตามเด็กที่เคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับหน้าที่พื้นฐานของรัฐที่จะต้องละเว้นไม่เข้าไปแทรกแซงการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบโดยไม่มีเหตุจำเป็น ทั้งยังกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของเด็ก จึงรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สรุปดังนี้
1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ดำเนินการกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความระมัดระวังในการใช้กำลังจับกุมผู้ชุมนุม โดยต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ที่กำลังจะจับกุมเป็นบุคคลที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปีหรือไม่ หากเป็นการจับกุมเด็กและเยาวชนจะต้องกระทำโดยละมุนละม่อม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และพอสมควรแก่เหตุกับพฤติการณ์ของผู้ถูกจับ โดยต้องแจ้งให้ผู้ปกครองหรือผู้ที่เด็กและเยาวชนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมตัวทันที งดเว้นการใช้เครื่องพันธนาการกับเด็กและเยาวชนทั้งในขณะที่จับกุมและระหว่างควบคุมตัว แยกพื้นที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาเด็กไม่ให้ปะปนกับผู้ใหญ่ งดเว้นการเข้าไปติดตาม สอดส่อง หรือรบกวนพื้นที่ชีวิตส่วนตัวเกินกว่าเหตุโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ รวมทั้งเร่งรัดการสืบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงานอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กและเยาวชนในการชุมนุมระหว่างปี 2563-2564 หากพบว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ใดกระทําการดังกล่าว ก็ให้ดําเนินการลงโทษตามสัดส่วนของความรับผิดเพื่อป้องปรามเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนให้สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด
2.กระทรวงศึกษาธิการ ทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการกำกับดูแลสถานศึกษาในสังกัดเพื่อสร้างหลักประกันไม่ให้เกิดกรณีการข่มขู่ คุกคาม หรือลงโทษนักเรียนที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกถึงประเด็นปัญหาต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ
3.สภาผู้แทนราษฎร ควรเร่งดำเนินการศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงในรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี เพื่อให้เกิดการตรากฎหมายยุติการดำเนินคดีต่อเด็กและเยาวชน รวมทั้งการนิรโทษกรรมให้แก่เด็กและเยาวชนที่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกฎหมาย ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อให้การปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นภาระต่อเด็กเกินสมควร
ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ กสม. ได้เสนอไว้จากการประชุมเพื่อแสวงหาทางออกกรณีสิทธิเด็กกับสถานการณ์การชุมนุม และการลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมแต่ละครั้งเพื่อสอดส่องดูแล และร่วมกันวางแนวปฏิบัติต่อเด็กในพื้นที่การชุมนุมให้เป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสากล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กสม. ชี้การควบคุมตัว 'จำเลยโทษปรับ' ระหว่างรอชำระค่าปรับ ไม่มีกม.ให้อำนาจ ละเมิดสิทธิฯ
กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ
กสม. ชี้ชัด 'กรมประมง' ละเมิดสิทธิ! แก้วิกฤต 'ปลาหมอคางดำ' เหลว
กสม. เปิดผลสอบชี้ชัด 'กรมประมง' แก้วิกฤตปลาหมอคางดำล้มเหลว ขาดการมีส่วนร่วมประชาชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังระบาด 19 จังหวัด สั่งเร่งทบทวนแผน เพิ่มงบ เปิดทางภาคประชาชนร่วมคลี่คลาย
กสม. ติดตามอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยังใช้ชีวิตได้ปกติ
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กสม. และเจ้าหน้าที่ กสม.ได้เข้าเยี่ยมติดตามอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม
กสม.เรียกร้องยุติการใช้ความรุนแรงและเคารพหลักสิทธิมนุษยชนกรณีปฏิบัติการทางทหารโจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงและเคารพหลักสิทธิมนุษยชน กรณีปฏิบัติการทางทหารโจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
ซัด 'กสม.' ลอยตัวตรวจสอบละเมิดสิทธิมนุษยชน ปลุกแฮทสปีชปมเขมร
“อังคณา” ซัด กสม.ไม่รับหนังสืออุทธรณ์ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ–PI ปมคุกคามข่มขู่จากการวิจารณ์เรื่องเขมร ชี้สะท้อนการปัดความรับผิดชอบ และปิดช่องทางการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
กสม. ชี้ 'คดีตากใบ' ล่าช้าจนหมดอายุความ-ละเมิดสิทธิ แนะแก้กม.ทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ
กสม. เผยการดำเนินคดีสลายการชุมนุมที่'ตากใบ' ล่าช้าจนหมดอายุความ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้คดีร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ

