ประเด็นบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังถูกถกเถียงต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง ข้อถกเถียงไม่ได้หยุดอยู่ที่รูปแบบบัตร แต่ขยายไปสู่คำถามว่าหากการออกเสียงไม่เป็นไปตามหลักการ “ออกเสียงโดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 85 จะถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งได้หรือไม่
คำว่า “ลับ” เป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตัดสินใจได้อย่างเสรี ปราศจากการกดดันหรือแทรกแซง ขณะที่การเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นมาตรการสูงสุดในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระทบต่อความชอบธรรมของอำนาจที่มาจากประชาชนโดยตรง
นายวิษณุ เครืองาม ให้ความเห็นว่าเรื่องนี้ตีความได้สองแนว แนวแรก หากระบบเปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร ก็ไม่เป็นความลับ แนวที่สอง เห็นว่าความลับต้องพิจารณาจากขณะลงคะแนนในคูหา
นายวิษณุระบุว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางแรก โดยมองว่าหากเชื่อมโยงบัตรเลือกตั้งกลับไปยังตัวบุคคลได้ ก็ถือว่าไม่ลับ และหากไม่ลับ ย่อมนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ แม้เขาจะไม่คาดเดาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อพิสูจน์ในทางข้อเท็จจริงว่าระบบสามารถสืบย้อนถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้จริงในทางปฏิบัติ
แม้จะตั้งสมมติฐานว่าระบบอาจสืบค้นย้อนหลังได้ว่าใครลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือหมายเลขใด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมกระทบต่อหลักการออกเสียงโดยตรงและลับ คำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ ความบกพร่องดังกล่าวเพียงพอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งประเทศหรือไม่
ที่ผ่านมามีนักวิชาการและนักวิเคราะห์บางส่วนหยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 ในประเด็นการจัดคูหาและหลักความลับมาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2569 เพื่อชี้ว่าอาจนำไปสู่การเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งประเทศเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี การอ้างอิงดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาคำวินิจฉัยทั้งฉบับ ไม่ใช่เฉพาะบางประเด็น
เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ซึ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยครบถ้วน จะเห็นว่าเหตุแห่งการเพิกถอนไม่ได้ตั้งอยู่ที่เรื่องความลับหรือการจัดคูหาเพียงประเด็นเดียว
คดีนั้นมีผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ศาลพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งที่ใช้บังคับในขณะนั้นโดยรวม
ศาลวางหลักว่า การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และสะท้อนเจตจำนงของประชาชน
แม้การกำหนดวันเลือกตั้งภายหลังการยุบสภาจะอยู่ในกรอบเวลาที่กำหนด แต่ปัญหาที่ศาลพิจารณาไม่ได้อยู่ที่วันเลือกตั้ง หากอยู่ที่ผลลัพธ์ของกระบวนการทั้งหมด
ศาลพบความผิดปกติหลายประการ
มีเขตเลือกตั้งจำนวนมากที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวจากพรรคการเมืองเดียว ผู้สมัครบางรายไม่ได้คะแนนถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายเลือกตั้งในขณะนั้น
จำนวนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน เมื่อนำมารวมกับบัตรเสีย มีสัดส่วนสูงผิดปกติในหลายพื้นที่
ข้อเท็จจริงเช่นนี้ทำให้ศาลเห็นว่าผลการเลือกตั้งไม่ได้ผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริง และกระทบต่อสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
อีกประเด็นหนึ่งคือการจัดวางคูหาเลือกตั้งในลักษณะเปิดด้านหน้า ทำให้ผู้ลงคะแนนต้องหันหลังออกไปทางกรรมการประจำหน่วยและผู้สังเกตการณ์ ส่งผลให้การกากบาทลงคะแนนอยู่ในวิสัยที่ผู้อื่นอาจมองเห็นได้ ศาลเห็นว่าการจัดลักษณะเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับหลักการออกเสียงโดยตรงและลับ
เหตุเหล่านี้ประกอบกันทำให้ศาลวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งปี 2549 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มกระบวนการ และมีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งดังกล่าว พร้อมให้ดำเนินการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ
เมื่ออ่านคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2549 ในภาพรวม จะเห็นว่าศาลมิได้วินิจฉัยเพิกถอนการเลือกตั้งเพราะประเด็นคูหาเลือกตั้งหรือเรื่องการลงคะแนนโดยลับเพียงประเด็นเดียว
คำวินิจฉัยชี้ให้เห็นถึงผลการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม และการไม่ได้ผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริง ซึ่งศาลเห็นว่ารวมกันแล้วทำให้การเลือกตั้งปี 2549 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เริ่มกระบวนการจัดการเลือกตั้ง
เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2569 ขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในระดับเดียวกับที่ศาลใช้เป็นฐานเพิกถอนการเลือกตั้งปี 2549
ยังไม่มีข้อมูลว่าการแข่งขันถูกบิดเบือนในระดับภาพรวม ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าผลคะแนนทั้งประเทศไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน และยังไม่มีหลักฐานว่ามีการใช้ระบบใดเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ
แม้จะสมมติว่าการลงคะแนนไม่เป็นความลับจริง ก็ยังต้องพิสูจน์ว่าความไม่ลับนั้นมีผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งทั้งประเทศ ไม่ใช่เพียงตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ในทางเทคนิค
หากมีเพียงช่องทางที่อาจเชื่อมโยงข้อมูลได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ามีการใช้ช่องทางนั้นจนกระทบผลการเลือกตั้งในภาพรวม ย่อมยังไม่อยู่ในระดับเดียวกับเหตุที่นำไปสู่การเพิกถอนการเลือกตั้งปี 2549
ในกรณีเช่นนี้ แนวทางที่สอดคล้องกับหลักสัดส่วนอาจเป็นการกำหนดมาตรการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลให้รัดกุม หรือการทำลายต้นขั้วที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลภายหลังการนับคะแนน เพื่อปิดช่องทางความกังวล โดยไม่จำเป็นต้องยกระดับไปสู่การเพิกถอนทั้งประเทศ
แก่นของข้อถกเถียงไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ลับ” หากอยู่ที่ระดับของผลกระทบต่อความเที่ยงธรรมของกระบวนการทั้งระบบ
ปี 2549 ศาลเพิกถอนเพราะเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม และไม่ได้ผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริง จนวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เริ่มกระบวนการจัดการเลือกตั้ง
ส่วนปี 2569 แม้มีข้อถกเถียงเรื่องหลักความลับ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในระดับเดียวกับที่ศาลใช้เป็นฐานเพิกถอนในปี 2549
การตั้งข้อสงสัยว่าหลักความลับอาจถูกกระทบ ยังไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่ากระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดบิดเบือน หรือทำให้ผลลัพธ์ไม่สะท้อนเสียงของประชาชน
การเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นมาตรการสูงสุด เพราะหมายถึงการทำให้ผลการใช้สิทธิของประชาชนหลายสิบล้านเสียงสิ้นผลลงพร้อมกัน
หากยังไม่ปรากฏความผิดปกติในระดับเดียวกับปี 2549 การยกระดับไปสู่การเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งประเทศ ย่อมกระทบต่อเจตจำนงของประชาชนโดยตรง และไม่สอดคล้องกับระดับของปัญหาที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. ไม่เข้าเกณฑ์ล้มล้างการปกครอง-ไม่ใช่รัฐประหารเงียบ
นักกฎหมายมหาชนชี้ สว.สำรองกลุ่ม 11 ยื่น อสส.เป็นเพียงเทคนิคเปิดช่องอำนาจฟ้องตรงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มองข้อเท็จจริงคดีฮั้ว สว.ไม่เข้าองค์ประกอบล้มล้างการปกครอง ซัดกลุ่มแพ้แล้วพาล อยากเป็น สว.ตัวจริง เชื่อโอกาสสูงศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย
วัส จับตาคำร้อง ผู้สมัครสว. สู่ศาลรธน. เทียบเคียง 'รัฐประหารเงียบ'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากคำร้อง 17 หน้าสู่ข้อสงสัย “รัฐประหารเงียบ”: เมื่อการยึดสภาสูงอาจข้ามเส้นสู่การล้มล้างการปกครอง?
ดร.ณัฎฐ์ จ่อแจ้งความ ‘สมชัย-พริษฐ์กับพวก’ ปมบัตรบาร์โค้ด
ดร.ณัฐวุฒิ เตรียมกล่าวโทษคดีอาญา “สมชัย-พริษฐ์กับพวก” รวม 6 คน ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พร้อมยื่น ป.ป.ช.สอบ “ไอติม” กรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
'ณัฐพงษ์' ลั่นตัดปัญหาตั้งแต่ต้นตอ แก้ที่มาองค์กรอิสระ หลังศาล รธน. ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งชอบด้วยกฎหมาย
"ณัฐพงษ์" ไม่เห็นด้วยคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดเป็นการลงคะแนนลับแบบมีเงื่อนไข ชี้ช่องโหว่บาร์โค้ดระบุตัวผู้มีสิทธิ์ ย้ำต้องตัดปัญหาตั้งแต่ต้นตอ
'ไชยันต์' ยืนยัน ศาลรัฐธรรมนูญแนะ กกต. ไม่ใช่ ห้าม!
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าศาลรัฐธรรมนูญแน
ศาลจบแล้ว…กกต.เพิ่งเริ่ม
วันนี้ซองที่ส่งเข้ามาขอพักไว้ก่อนครับ เรื่องบาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่เถียงกันมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

