ไข่ไก่ขึ้นราคา10สตางค์ เติมเงินโรงตึ๊งรัฐ500ล.

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจปัญหาค่าครองชีพ อนุมัติงบกลาง 1,249 ล้านบาท พัฒนาอาชีพเสริมชุมชนดีทั่วประเทศ คาดเกิดมูลค่า ศก.กว่า 12,490 ล้านบาท ยังเคาะเสริมสภาพคล่องโรงรับจำนำรัฐ 500 ล้านบาท ไข่ไก่​ปรับขึ้น​ 10 สตางค์​ ขยับฟองละ​ 3.50 บาท พาณิชย์อ้างขึ้นตามกลไกตลาด

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า  ครม.รับทราบภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2565 และได้ข้อสรุปว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี คาดขยายตัวอย่างต่อเนื่องร้อยละ 3.3 ในปีนี้ และจะเพิ่มเป็นร้อย 4.2 ในปีหน้า จากการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน และการซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้สูงใปประเทศในครึ่งปีหลัง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ประมาณการอยู่ที่ 6 ล้านคน จากเดิมที่ประเมินไว้ 5.6 ล้านคน โดยเฉพาะเดือนนี้เพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านคน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นจำนวนมากพอสมควรจากมาตรการเปิดประเทศของไทยและต่างประเทศที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ฉะนั้นในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 19 ล้านคน

"รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเราต้องแยกพิจารณา ส่วนนี้คือเศรษฐกิจระดับจุลภาค ประชาชนยังมีรายได้น้อยอยู่ เราให้ความสำคัญในเรื่องค่าครองชีพ และธุรกิจบางกลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมดูแลช่วยเหลือต่อไป" นายกฯ ระบุ

ด้าน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม ภายในกรอบวงเงิน 1,249 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ คาดว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 12,490 ล้านบาท  ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนก.ค.-ก.ย.2565

สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการ คือ การส่งเสริมและพัฒนาคนในชุมชนให้มีองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ และพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กลุ่มเป้าหมายแยกเป็นกลุ่มผู้รับประโยชน์โดยตรง จะเป็นคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้แก่ ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ประชาชนที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ถูกเลิกจ้างและกลับคืนถิ่น ตลอดจนประชาชนที่สนใจเพิ่มทักษะองค์ความรู้ให้ตนเองกว่า 700,000 คน และผู้รับประโยชน์โดยอ้อม จะมีชุมชนอย่างน้อย 400 พื้นที่ทั่วประเทศได้รับการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งภายหลังโควิด-19

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า โครงการนี้จะจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานและทักษะอาชีพที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ แบ่งเป็น 4 หลักสูตร ดำเนินการผ่านศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค 12 แห่ง และส่วนกลางคือที่กรุงเทพมหานคร  ประกอบด้วย หลักสูตรที่ 1 พัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการผลิต เช่น กลุ่มอาชีพการทำของใช้ในครัวเรือน ไม้กวาดทางมะพร้าว น้ำยาล้างจาน เป็นต้น จำนวน 350,000 คน วงเงิน 529.9 ล้านบาท

หลักสูตรที่ 2 พัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐานด้านการบริการ เช่น กลุ่มอาชีพช่าง ซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซ่อมรถ ซ่อมแอร์ ช่างเย็บผ้า ตัดผม จำนวน 40,000 คน วงเงิน 67.56 ล้านบาท, หลักสูตรที่ 3 พัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ หรืออัตลักษณ์และแบรนด์สินค้า เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่น สอดรับกับความต้องการของตลาดและสามารถกระจายสินค้าและบริการได้อย่างกว้างขวาง จำนวน 270,000 คน วงเงิน 476.28 ล้านบาท

และหลักสูตรที่ 4 พัฒนาต่อยอดทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการเงินในภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจ การจัดทำแผนธุรกิจ การบัญชี การตลาด เป็นต้น จำนวน 40,000 คน วงเงิน 48.56 ล้านบาท และมีค่าบริหารจัดการโครงการ เช่น ค่าประชาสัมพันธ์โครงการ ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม ได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยง ที่พัก พาหนะ ค่าใช้จ่ายในการติดตามและประเมินผลโครงการ ค่าเปิดตัวโครงการ ค่าจ้างเหมาบุคลากรเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน วงเงิน 126.99 ล้านบาท

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารออมสิน วงเงิน 500 ล้านบาท ของสำนักงานธนานุเคราะห์ ออกไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2565-30 ก.ย.2567 โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน เพื่อเป็นเงินทุนสำรองหมุนเวียนในการรับจำนำและเสริมสภาพคล่องกิจการโรงรับจำนำภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ประชาชนมาใช้บริการรับจำนำอย่างต่อเนื่อง

วันเดียวกัน เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ประกาศ​แจ้งสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มฟองละ 10 สตางค์​ จาก 3.40 บาท เป็น 3.50 บาท​ มีผลตั้งแต่วันที่ 3.ส.ค.นี้

ทั้งนี้ การปรับราคา​ดังกล่าว​จะทำให้​ราคา​ไข่ไก่​คละ​หน้า​ฟาร์ม​ปรับขึ้น​ 3 บาทต่อแผง​ โดยเป็น​การปรับขึ้นครั้งที่​ 3 หลัง​จากราคาตกต่ำกว่าฟองละ 2.80 บาท เนื่องจากไข่ไก่ล้นตลาด​ ต่อมากรมปศุสัตว์​ในฐานะฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้​ดำเนิน​แนวทางรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่จนเป็น​ผลให้เกษตรกร​จำหน่าย​ไข่ไก่​ได้ในราคาสูงขึ้น​ โดยปรับราคา​ครั้งแรกในวันที่ 6 ก.ค. 2565 อยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง ปรับขึ้นอีกครั้งในที่ 20​ ก.ค.​ อยู่​ที่​ฟองละ​ 3.40​ บาท​ และจะปรับ​ขึ้น​เป็น​ 3.50​ บาท ในวันที่ 3 ส.ค.

ทางด้านนายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นการปรับขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ หลังจากปริมาณผลผลิตในตลาดลดลงเนื่องจากการใช้มาตรการปลดแม่ไก่ในระบบราว 8 แสนตัว และเร่งผลักดันการส่งออกไข่ไก่ไปยังต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างหนัก 

"ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม 3.50 บาท/ฟอง ถือว่าเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นการขึ้นราคาตามกลไกตลาด เนื่องจากปริมาณไข่ในระบบมีการปรับลดลง ซึ่งหากปรับราคาขึ้นไปแล้วขายไม่ได้ ก็จะปรับราคาลงมาเอง แต่หากกำลังซื้อยังดี แต่ปริมาณไข่มีน้อย อาจจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด” รองอธิบดีกรมการค้าภายในระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถนนเลือกตั้งทางโล่ง เหลือแค่ "บิ๊กตู่" เลือก ยุบสภา-อยู่ครบเทอม

คาดได้ว่าหลังจากนี้ พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งพรรคที่มี ส.ส.อยู่ในสภาฯ ชุดปัจจุบัน และพรรคตั้งใหม่ที่เกิดขึ้นหลายพรรคก่อนหน้านี้ จะขยับตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมากขึ้นไปอีก เพราะจากเดิมก็ขยับกันคึกคักอยู่แล้ว แต่จะเร่งสปีดในการเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งมากขึ้นนับจากนี้