
ปี่กลองการเมืองคึกหลังรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขบังคับใช้แล้ว “กกต.” ไวปานกามนิตหนุ่มส่งร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ถึง กกต.จังหวัดฟังความคิดเห็นแล้ว ให้เวลา 15 วันก่อนส่งกลับปรับปรุง ส่วน พ.ร.ป.พรรคการเมืองแต่งตัวรอคิว พรรคการเมืองเห่อส่งร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับเข้าสภากันถ้วนทั่ว ทั้งฉบับพรรคร่วมรัฐบาล-เพื่อไทย-ก้าวไกล “วิเชียร” ชี้ต้องใช้เวลากว่าจะตกผลึกเพราะรายละเอียดเยอะ “ชวน” ลั่นสภาพร้อมรับไม้ต่อหากเสนอ ธ.ค.บรรจุวาระทันที
เมื่อวันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน มีความคึกคักต่อเนื่องหลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีรายงานว่า พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมสำเนาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ. ... ฉบับที่ เพื่อให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องและประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 กำหนดแล้ว โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นจะใช้เวลา 15 วัน ก่อนที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดจะต้องส่งกลับมายังสำนักงาน กกต.กลาง เพื่อรวบรวมความคิดเห็นนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.เพื่อปรับปรุงร่างกฎหมาย จากนั้นจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสำนักงานกฤษฎีกาก่อนเสนอรัฐสภาต่อไป
สำหรับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นมีการแก้ไขทั้งหมด 37 มาตรา สาระสำคัญคือ แก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ประกาศ ประกอบด้วยการให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จำนวน ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน, การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, การแบ่งเขตใหม่ 400 เขตให้เสร็จใน 90 วัน, ส.ส.เขตใช้เบอร์เดียวกับเบอร์พรรค, การลดเวลาลงคะแนนเลือกตั้งเหลือ 08.00-16.00 น. การเพิ่มกรรมการประจำหน่วยเป็น 9 คน และกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต่อหน่วย 800 คน ส่วนร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น กกต.อยู่ระหว่างยกร่าง คาดว่าจะแก้ไขในเรื่องกระบวนการจัดทำไพรมารีโหวตส่งผู้สมัครของพรรคการเมือง ซึ่งหลังดำเนินการเสร็จและผ่านที่ประชุม กกต.แล้ว ก็จะส่งไปยังสำนักงาน กกต.จังหวัดเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและประชาชนเช่นกัน
ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเรื่องนี้ว่า สิ่งที่สภาต้องเตรียมรับคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ซึ่งรัฐบาลกับ กกต.จะประสานกัน โดย กกต.มีหน้าที่เตรียมกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเพื่อส่งไปยังรัฐบาล และรัฐบาลก็จะเป็นผู้เสนอกฎหมายต่อสภา หรือ ส.ส.อาจเข้าชื่อกันเสนอกฎหมาย ซึ่งคิดว่าน่าจะเดือน ธ.ค.ปีนี้ หรือเดือน ม.ค.ปีหน้าที่รัฐบาลจะเสนอกฎหมายเข้ามา โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ส่งสัญญาณอธิบายเรื่องนี้มา 2-3 ครั้งแล้ว ซึ่งฝ่ายสภาก็หารือกับฝ่ายเลขาฯ สภาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวหากมีการยุบสภาขึ้นมาก็จะมีปัญหาเหมือนกัน ซึ่งเข้าใจว่ากระบวนการคงไม่ช้า เพราะเท่าที่สอบถามภายในทราบว่า กกต.ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วในเบื้องต้น นับตั้งแต่ที่กฎหมายนี้ผ่านสภาไป เพียงแค่รัฐบาลจะเสนอเข้ามาเมื่อไหร่ หากเสนอเข้ามาในช่วงเดือน ธ.ค.ก็บรรจุเข้าระเบียบวาระในเดือน ธ.ค.ได้เลย
“เข้าใจว่ากฎหมายจะไม่ซับซ้อนมาก เพราะแก้เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม” นายชวนตอบคำถามถึงเวลาที่รัฐสภาจะใช้พิจารณากฎหมาย 2 ฉบับ
คาดใช้เวลาพอสมควร
ด้านนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ที่ประชุมวิปจะหารือถึงการเตรียมจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเบื้องต้นมีการตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมแนวทางการจัดทำกฎหมายลูกที่แต่ละพรรคการเมืองได้กำหนดไว้บ้างแล้ว เพื่อนำไปเป็นแนวทางยกระดับจัดทำในนามของพรรคร่วมรัฐบาลตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งก่อนจะได้แนวทางและข้อสรุปต้องหารือร่วมกับ กกต.ด้วย เพื่อความชัดเจนของร่างที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภา และจะมีการพูดคุยกับ ครม.ที่ต้องจัดทำร่างของ ครม.อีกหนึ่งฉบับเพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภา จึงทำให้รัฐบาลจะมีการจัดส่งร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ร่าง คือร่างของ ครม.และร่างของพรรคร่วมรัฐบาล
นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกฎหมายลูก 2 ฉบับว่า ยังมีความเห็นหลากหลายและ กกต.ก็ยังมีประเด็นอื่นอีกที่ต้องใช้เวลาพูดกันเยอะ เฉพาะแค่ประเด็นเรื่องบัตร 2 ใบ จะใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ หรือใช้แบบใดก็พูดคุยกันหัวแตกเพราะมีรายละเอียดมาก ฉะนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร
นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อและนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวแทน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเพิ่งไปประชุมกันนัดแรกว่าจะมีการเสนอร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับนี้ โดยจะรวมเป็นร่างเดียว ซึ่งในส่วนของพรรคก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและปรับให้ตรงกับกฎหมายลูกที่จะออกมา ซึ่งพรรคได้เตรียมการอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม นายศุภชัยกล่าวว่า ทำไมต้องยุบ มีเหตุผลอะไร การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เหตุที่ต้องยุบสภาคือสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป วันนี้สภาไม่ได้มีปัญหาที่ต้องยุบ อีกทั้งอำนาจการยุบสภาก็อยู่ที่นายกฯ ซึ่งนายกฯ รัฐมนตรีก็บอกว่าไม่ยุบ จึงสรุปว่าไม่มีเหตุที่ต้องยุบสภาแต่ประการใด
ส่วนนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคได้ยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอต่อที่ประชุม ส.ส.ในวันที่ 23 พ.ย.เพื่อให้ได้แสดงความคิดเห็น และคณะทำงานจะเรียกประชุมเพื่อพิจารณาขั้นสุดท้ายในวันที่ 24 พ.ย.นี้ ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองก็ได้เตรียมร่างไว้แล้วเช่นกัน ซึ่งร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีนายถวิล ไพรสณฑ์ ประธานคณะกรรมการกฎหมายพรรคเป็นหลักในการยกร่าง และนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช จะทำหน้าที่หลักในการประสานกับวิปรัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
"พรรคพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำลังเสนอต่อรัฐสภาอย่างเต็มที่" นายราเมศกล่าว
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงบัตรเลือกตั้ง 2 ใบว่า พรรคไม่รู้สึกเสียเปรียบ เพราะนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ เป็นผู้ทำไว้ตั้งแต่เดิม เชื่อว่า พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้งจะไม่มีปัญหา แต่ที่จะมีปัญหาคือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งต้องแก้ไขมาตราที่ระบุ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่เดิมเขียนไว้ 150 คน จะต้องแก้ให้เหลือ 100 คน รวมทั้งการทำไพรมารีโหวต
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่ากฎหมาย 2 ฉบับนี้จะผ่านรัฐสภาเมื่อใด นายนิกรกล่าวว่า ต้องไม่เกิน 180 วัน เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าถึง ส่วนเมื่อกฎหมายดังกล่าวแล้วเสร็จและมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาควรยุบสภาเลยหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรามีหน้าที่แค่ทำกฎหมายและรอดูไปว่าจะเป็นอย่างไร
พรรคเล็กลุ้นคำนวณปาร์ตี้ลิสต์
นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะวิปรัฐบาล ยอมรับว่า พรรคเล็กยังมีประเด็นที่ต้องการให้คณะทำงานหารือให้ตกผลึกก่อนจัดทำร่าง พ.ร.ป.เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการคำนวณเพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งคณะทำงานมีมติให้พรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ และนัดประชุมอีกครั้งสัปดาห์นี้ เบื้องต้นมองว่าต้องนำร่าง พ.ร.ป.ที่แต่ละพรรคยกร่างเตรียมไว้มาหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาประเด็นที่เป็นจุดร่วมกัน อาทิ การกำหนดให้มีจำนวนสมาชิกพรรค สาขาพรรค การเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส. (ไพรมารีโหวต) ข้อกำหนดให้ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคต้องชำระเงินค่าสมัคร เป็นต้น รวมถึงปรับปรุงเนื้อหา ก่อนเชิญ กกต.มาหารือ
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านนั้น ได้มีการประชุมประจำสัปดาห์ โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะเร่งทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาโดยเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ และเคารพเอกสิทธิ์ของทุกพรรคการเมือง เปิดโอกาสและให้แต่ละพรรคสามารถใช้สิทธิ์เสนอกฎหมายในนามของพรรคตัวเองได้ ซึ่ง พท.ได้ยกร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเสร็จแล้ว หากพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นจะร่วมลงชื่อกับร่างของ พท.ก็ยินดี
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคได้ร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับไว้แล้ว คงนำเข้าสู่พิจารณาที่ประชุม ส.ส.ในวันที่ 23 พ.ย. แต่คงบอกไม่ได้ว่าต่างจากพรรคอื่นอย่างไร เพราะยังไม่เห็นร่างของพรรคเพื่อไทย โดยแนวทางที่พรรคเคยหารือกันไว้ จะเสนอแก้ไขนอกจากระบบการเลือกตั้งให้มีความเสรี โปร่งใส เป็นธรรมมากขึ้น ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จะเสนอแก้ไขในหลักการเพื่อส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน โดยให้พรรคการเมืองตั้งง่ายขึ้น ดำเนินการง่ายและถูกยุบยาก
นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างกฎหมายลูกของพรรคนั้น การคำนวณเพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่อจะต้องกลับไปใช้วิธีการแบบเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2554 ส่วนระบบเขตเลือกตั้งและวิธีทำไพรมารีโหวตนั้นยังคงมีอยู่ ไปยกเลิกไม่ได้ เพราะจะไปขัดรัฐธรรมนูญ แต่สามารถที่จะให้เกิดความคล่องตัวได้หรือไม่
ถามว่า พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลเสนอกฎหมายลูกคนละฉบับ จะแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า แล้วแต่เขา เป็นสิทธิ์ของเขา มีสิทธิ์ที่จะเสนอ เพราะความเห็นไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน
วันเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ เกี่ยวกับบัตร 2 ใบในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค พปชร.กล่าวว่า พรรคพร้อมสำหรับการเลือกตั้งแบบใหม่นี้ และพร้อมส่งผู้สมัครลงแข่งขันทั้ง 400 เขตทั่วประเทศแน่นอน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมี ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญเก่าถึง 132 ที่นั่ง ดังนั้นพรรคจึงให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมั่นใจว่าพรรคจะได้รับชัยชนะและได้ที่นั่ง ส.ส.ในภาคอีสานและจังหวัดอื่นทั่วประเทศมากขึ้น
ขณะที่นายวิเชียรกล่าวตอบคำถาม กรณีการใช้บัตร 2 ใบจะทำให้พรรค พท.ได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นโดยเฉพาะพรรค พปชร.หรือไม่ว่า ไม่เชิง เรื่องนี้อยู่ที่ยุทธศาสตร์การแข่งขันว่าจะใช้อะไรหาเสียง เวลานี้ในภาคอีสานหลายคนคิดว่าเป็นของพรรค พท. แต่ความคิดและวิธีคิดของประชาชนสมัยใหม่ก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว ส่วนตัวแปรสำคัญจริงๆ คือคนวัยกลางคนว่าจะเลือกไปตามเด็กหรือไปตามผู้ใหญ่
เทพไทอัดตีโง่ฟื้นระบอบทักษิณ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า การใช้บัตร 2 ใบสำหรับพรรคอาจดีกว่าบัตรใบเดียว และอาจได้ ส.ส.มากกว่าเดิม โดยพรรคได้ทำโพลอย่างไม่เป็นทางการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่ามีคะแนนนิยมสูงเป็นอันดับหนึ่งทั้ง 12 เขต อีกทั้งยังมีคนสนใจจะลงสมัครในนามพรรคอีกจำนวนมาก
ส่วนนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป.โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า สนับสนุนระบบการเลือกตั้งใช้บัตร 2 ใบ และใช้วิธีการคำนวณที่นั่ง ส.ส.แบบสัดส่วนผสม เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2560 เดิม แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการคิดคำนวณแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะวิธีการคำนวณที่นั่ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคเพื่อไทยโดยตรง จากเดิมที่ไม่มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว แต่วิธีการคำนวณใหม่จะทำให้มี ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 30 คน
“การเลือกตั้งตามกติกาใหม่จะทำให้ระบอบทักษิณคืนชีพมาอีกครั้ง ที่ผ่านมาเราหนีระบอบทักษิณกลับมาเจอกับระบอบประยุทธ์ และระบอบประยุทธ์ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้ระบอบทักษิณกลับคืนมาอีก ถือว่าเป็นวิบากกรรมของประเทศไทย จะโทษใครไม่ได้เลยนอกจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผลักดันให้มีวิธีคำนวณที่นั่ง ส.ส.แบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการยื่นดาบให้ศัตรู หรือภาษาเล่นไพ่ดัมมี่ เรียกว่า ตีโง่ให้เขาเอง”
นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายและการเมือง พรรคไทยสร้างไทย ยืนยันว่าพรรคไม่ใช่พรรคเล็ก จึงไม่เสียเปรียบจากกติกาบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพราะมีความพร้อมทั้งนโยบาย และบุคลากรในการสู้เลือกตั้งในทุกรูปแบบ การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พรรคจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่อย่างแน่นอน
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ถึงผลพวงบัตร 2 ใบ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ 1.จะเหลือพรรคการเมืองที่มีศักยภาพไม่มาก 2.โอกาสได้ ส.ส.หน้าเก่า ระบบตระกูล ส.ส.ประจำจังหวัดจะกลับมา 3.ระบบมุ้งการเมือง 4.ระบบการทุจริตจะหนักขึ้น 5.ประโยคจังหวัดไหนไม่เลือก ดูแลทีหลัง อาจจะกลับมาได้ยินอีก 6.ทุนสามานย์ ทุนผูกขาด ทุนสัมปทานพร้อมที่จะลงทุนทางการเมืองเต็มที่ และ 7.การเมืองไทยจะวนเวียนกลับไปสู่อดีต
“หลายคนบอกว่าเบื่อพรรคล้มล้าง ผมกลับมองว่า นักการเมืองพวกนี้เจอประชาชนสู้ก็แทบหมดสภาพแล้ว แต่พวกทุนโกงชาติน่ากลัวกว่า เพราะมีโอกาสโกงจนเหลิงและหวังจะล้มล้างตามมา ถึงขนาดกล้าประกาศทำผิดกฎหมายพาพ่อกลับบ้าน แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง เคยร้องเรื่องนี้ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และได้รับสิทธิ์ในการร้องเรื่องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง และจะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเร็วๆ นี้" นพ.วรงค์ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘กสทช.’เน่าสนิท ประชุมล่มรอบ3 กดดัน‘สรณ’ถอย
เน่าสนิท! ประชุม "บอร์ด กสทช." ล่มอีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะองค์ประชุมไม่ครบ
ข้อมูลรั่วทั้ง19กระทรวง หวั่นขายให้‘สแกมเมอร์’
นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
ไทยหนุนเมียนมา กลับสู่‘อาเซียน’ ตั้งกก.แก้มลพิษ
"อนุทิน” เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” อบอุ่น หารือเต็มคณะชื่นมื่น
ดึงเงินกู้พลังงานใช้ไทยเที่ยวไทย
"ศุภจี” ยังไม่ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม.เดือน ส.ค.นี้
ล้างคนโกงจบ31สค. มท.พร้อมรับมือหากถูกฟ้อง ‘โรม’คาใจตัดตอนการเมือง
"ก.กลาง" ยึดตามมติ "กสถ." ฟันโกงสอบท้องถิ่น 5,925 ราย ส่วน 97 รายรอ ป.ป.ช.
‘กสทช.’ล่มซํ้า กก.วอล์กเอาต์ หมอสรณสู้ต่อ
บอร์ด กสทช.ล่มซ้ำ! 4 กรรมการวอล์กเอาต์ หวั่นผิดกฎหมายปมสถานะประธาน "หมอสรณ" ยันทำหน้าที่ต่อ

