นายกฯ เผยผลประชุม World Economic Forum เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้ความมั่นใจ ปชช.ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ท่ามกลางความขัดแย้งโลก ยัน ทีมไทยแลนด์ยังแข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศทุกนาที
27 มกราคม 2569 - เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 19 - 23 มกราคม 2569
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายนายเอกนิติ นำทีมไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยทีมที่นำไป ประกอบด้วย นางศุภจี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งที่ประชุม WEF เป็นเวทีระดับโลกที่มีชื่อเสียงมานานมาก และใช้เป็นเวทีพบปะพูดคุยหารือกันของผู้นำประเทศต่างๆ ไม่ใช่แค่ผู้นำในการบริหารประเทศหรือหัวหน้ารัฐบาลเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ ภาคประกันสังคม ที่พร้อมจะใช้เวทีนี้ เสนอหรือกำหนดทิศทางในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศผ่านเครือข่ายผู้นำจากภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคการเมือง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ปีนี้ ที่ประชุม WEF ได้จัดตรีม Ace spirits of dialogue หรือจิตวิญญาณแห่งการเจรจาซึ่งการประชุมสำเร็จไปได้ด้วยดี แม้การประชุมจะประชุมในช่วงความตึงเครียดระหว่างประเทศในโลกใบนี้ ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนเมื่อก่อน ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง
ดังนั้น ตนคิดว่าประเทศไทย มีความจำเป็นที่ต้องไปพบปะ และติดตามอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งการเตรียมการปรับตัวรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นของโลกใบนี้ โดยตนมั่นใจว่าประชาชนที่ติดตามข่าวสารและทราบว่าในปีนี้มีเหตุการณ์สำคัญมากมายทางภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งในหลายประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า จึงอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม และรับทราบว่าบทบาทของไทยในโลกที่แตกออกเป็น 2-3 ขั้ว เป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปยืนที่ตรงไหน จุดไหนคือจุดที่เข้มแข็งของประเทศไทย ที่เราจะทำให้ทุกประเทศบนโลกนี้ ยังคงให้ความสนใจประเทศไทย ทั้งในเชิงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือห่วงโซ่อุปทานของประเทศเขา และผู้ประกอบการหลายคนกังวลว่าสถานการณ์แบบนี้จะกระทบต่อค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร ดึงดูดนักลงทุนกลับเข้ามาในประเทศมากขึ้นหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ามากแค่ไหน รวมถึงตลาดจะขยายตัวได้หรือไม่หรือจะมีการหดตัวลง
“ผมเชื่อมั่นเสมอว่า ประเทศไทยเราสามารถแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้ตลอดมา เวลาประเทศต่างๆ มีความขัดแย้งกัน ประเทศไทยเราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เราก็จะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ให้กับเรา สร้างโอกาสให้กับประเทศของเรา คือโจทย์ที่รัฐบาลของเราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้มากที่สุด เพื่อความมั่นคง และความแข็งแกร่งของประเทศไทย“ นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านผู้ประกอบการต่างๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของโลก ได้รับทราบการดำเนินของรัฐบาลในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มีส่วนรับผิดชอบจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งจากการที่ไปร่วมประชุม WEF ทั้งสามท่านได้พบกับผู้นำทุกภาคส่วน และได้มีแนวทาง และหนทางรับทราบปัญหา เตรียมการแก้ไขปัญหา ให้กับประเทศไทยได้เกิดประโยชน์สูงสุด
นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงท้ายว่า ในฐานะรัฐบาลตนก็ยังให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ แต่ในความเป็นรัฐบาลเราก็ไม่ได้ละเลยหรือหยุดการทำงาน ในขณะที่เรายังมีโอกาสที่จะไขว่คว้าอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่เราทำวันนี้ขอให้เชื่อมั่นได้ว่า เราก็จะเตรียมข้อมูลไว้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลคนไหนเข้ามา เราก็จะเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้พิจารณา หากเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์จะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปดำเนินการต่อไป ในการทำต่อเนื่องไม่ต้องเสียเวลาที่จะเริ่มนับ 1 ใหม่
นายกรัฐมนตรี ยังเน้นว่า ประเทศของเรายังคงเป็นประเทศที่ยืนอยู่บนเวทีของโลกได้อย่างสง่างาม ทีมไทยแลนด์ของเราที่ได้รับนโยบายอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า จะต้องสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และด้านการต่างประเทศ เรามียุทธศาสตร์ที่พร้อมจะรับมือ และสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยได้อย่างดีที่สุด โดยการไปประชุมของรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน คงปักหมุดประเทศไทยให้อยู่ในสถานการณ์ในโลกที่เป็นปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงถูกมองจากนานาชาติว่าเป็นประเทศที่สำคัญ เป็นประเทศที่ดีให้กับพวกเขาในการสร้างความมั่นคง ที่ไม่ได้รวมเรื่องทางการทหารเท่านั้น แต่จะใช้ความมั่นคงในเรื่องที่เรามีความเข้มแข็งแข็งแกร่งในประเด็นด้านการเกษตรที่เราจะสามารถเสนอในด้านอาหารให้กับโลกและนานาชาติ ได้เห็นว่าหากมีสถานการณ์ใดๆ ที่เกิดวิกฤต ประเทศไทยเราพร้อมจะเป็นประเทศที่ผลิตฟู้ด ซัพพลายเชนให้กับประเทศเหล่านั้น
ในด้านเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แน่นอนว่าจะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจากนานาชาติ โดยในเดือนตุลาคมนี้เราจะได้แสดงศักยภาพถึงการที่เรายังเป็นประเทศที่เชื่อมั่นไว้วางใจจากนานาชาติทั่วโลก คือการจัดการประชุมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-WBG Annual Meetings) ซึ่งจะช่วยเสริมสถานะ และโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมากมาย และการประชุมที่สำคัญมากๆ ของโลกใบนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และดำเนินการได้ในทุกระดับ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือจากนานาชาติ
สุดท้ายนี้ ตนได้แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ได้รับทราบว่า ขอให้กำชับ และให้การสนับสนุนหน่วยงานราชการ ข้าราชการ และบุคลากร ที่มีความเกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจ และองค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานภาครัฐ ให้คงปฎิบัติหน้าที่ไว้อย่างเต็มความสามารถ ในการประคับประคองสถานการณ์ และดำเนินการตามภารกิจ ที่ยังค้างไว้ให้ได้มากที่สุดจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่มาดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
นายกรัฐมนตรี ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทีมไทยแลนด์ของเรายังมีความแข็งแกร่ง และพร้อมจะปฎิบัติภารกิจที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศของเราทุกนาที และดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี และขอให้ประชาชนไปดำเนินการสิ่งที่ได้วางแผนไว้ทั้งการลงทุน การวางแผนครอบครัว วางแผนชีวิตต่างๆ ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการคุกคามใดๆ จากภายนอกประเทศ ที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความอันตราย โดยเฉพาะการเป็นความอันตรายต่อวิถีชีวิตหรือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ก็มีการติดต่อกับหน่วยงานความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ว่าจะมีความขัดแย้งกับประเทศใดๆ ทั้งใกล้และไกล ประเทศไทยยังคงยืนหยัดให้มีความเป็นปึกแผ่น และความมั่นคงต่อการใช้ชีวิตของประชาชนได้อย่างปกติ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ สยบข่าวกัมพูชาขนรถถังประชิดชายแดน ยันไม่มีรายงานในที่ประชุม สมช.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุม
เอาจริง! รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน
“อนุทิน” ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน ดึงหัวหน้าส่วนราชการ-ตัวแทนเอกชน นั่งกรรมการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน ดันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ควบคู่พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม 14 มิถุนายน 2569 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลมีนโยบายในนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์(Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ ปี พ.ศ. 2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้เผื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงนายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติขึ้น โดยนโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโช่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ และมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯได้แก่ 1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย 2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ 3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใหเเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ
ไม่กังวลเขมรได้รถถังจีน ขอคนไทยมั่นใจกองทัพ
"อนุทิน" แจงจีนส่งรถถังให้กัมพูชาไม่เกี่ยวกับไทย ยันไม่กังวลกองทัพไทยพร้อม
นายกฯ เชื่อมธุรกิจไทย-เวียดนาม ดันความร่วมมือ 5 อุตฯศักยภาพสูง
นายกฯ นำทีมไทยแลนด์ เดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม จัดประชุมใหญ่นักธุรกิจสองประเทศ จับมือสองฝ่ายเชื่อมโยง 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม
อนุทินฮึ่ม!ฮุนเซนคิดให้ดีใช้กำลัง
นายกฯ โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิกวางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงที่จับต้องได้จริง
ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสนอใช้ข้อมูลเชิงลึกคัดกรองตรงจุด ช่วยคนเปราะบางจริง ชูเป้าระยะยาวควรเพิ่มจำนวนประชาชนที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีงาน มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

