นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานถึงปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ ประจำปี 2565 ตั้งแต่วันที่ 1 - 30 กันยายน 2565 เปรียบเทียบกับปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ เดือนมกราคม - สิงหาคม 2565 โดยประมวลผลข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ในภาพรวมพบว่า เดือนกันยายน 2565 มีปริมาณผู้โดยสารทั้งเข้า - ออก ประเทศในทุกมิติการขนส่งรวม 2,185,147 คน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2565 ร้อยละ 2.72 แต่เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม - สิงหาคม 2565 ร้อยละ 92.60 ซึ่งเป็น ผู้โดยสารขาเข้า จำนวน 1,084,015 คน เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม - สิงหาคม 2565 ซึ่งมีปริมาณผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ยเดือนละ 569,675 คน คิดเป็น เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.29 โดยเมื่อพิจารณาสัดส่วนการเดินทาง (ขาเข้า) ตามรูปแบบการเดินทางในเดือนกันยายน 2565 พบว่า ทางอากาศ มีสัดส่วนการเดินทางสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 97.66 รองลงมาคือ ทางถนน ทางราง และทางน้ำ คิดเป็นร้อยละ 1.48 ร้อยละ 0.83 และร้อยละ 0.03 ตามลำดับ
ทั้งนี้ สรุปปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะ มีดังนี้
- ทางถนน มีปริมาณผู้โดยสารเดือนกันยายน 2565 รวม 41,977 คน เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2565 ซึ่งมีผู้โดยสารเฉลี่ยเดือนละ 36,841 คน คิดเป็น เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.94 ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า (สิงหาคม 2565) ซึ่งมีผู้โดยสาร 41,983 คน พบว่า มีจำนวนผู้โดยสารใกล้เคียงกัน โดยลดลงจากเดือนสิงหาคม 6 คน คิดเป็นร้อยละ 0.01 เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเดินทางขาเข้าและขาออกประเทศในเดือนกันยายน พบว่า มีผู้โดยสารขาเข้า 16,075 คน (ร้อยละ 38) และ มีผู้โดยสารขาออก 25,902 คน (ร้อยละ 62)
- ทางน้ำ มีปริมาณผู้โดยสารขาเข้าประเทศ เดือนกันยายน 2565 รวม 282 คน เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม - สิงหาคม 2565 ซึ่งมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ยเดือนละ 279 คน คิดเป็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.08 ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า (สิงหาคม 2565) ซึ่งมีผู้โดยสาร 302 คน พบว่า มีจำนวนผู้โดยสารลดลงเล็กน้อย โดยลดลง 20 คน คิดเป็น ลดลงร้อยละ 6.62 เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเดินทางระหว่างท่าเรือชายแดนและเรือยอร์ช พบว่า มีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าเรือชายแดน 139 คน (ร้อยละ 49) และมีปริมาณการเดินทางด้วยเรือยอร์ช 143 คน (ร้อยละ 51)
- ทางราง (เริ่มเปิดให้บริการระหว่างประเทศ 15 กรกฎาคม 2565) มีปริมาณผู้โดยสาร เดือนกันยายน 2565 รวม 17,633 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2565 ซึ่งมีผู้โดยสาร 13,414 คิดเป็น เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.45 เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเดินทางขาเข้าและขาออกประเทศ พบว่า มีปริมาณการเดินทางขาเข้า 9,018 คน (ร้อยละ 51) และมีปริมาณการเดินทางขาออก 8,615 คน (ร้อยละ 49)
- ทางอากาศ มีปริมาณผู้โดยสาร เดือนกันยายน 2565 รวม 2,125,255 คน เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม - สิงหาคม 2565 ซึ่งมีผู้โดยสารเฉลี่ยเดือนละ 1,117,417 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.19 ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า (สิงหาคม 2565) ซึ่งมีผู้โดยสาร 2,190,625 คน พบว่า มีจำนวนผู้โดยสารลดลง 65,370 คน คิดเป็น ลดลงร้อยละ 2.98 โดยในเดือนกันยายนเป็นการเดินทางขาเข้าประเทศ จำนวน 1,058,640 คน เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม - สิงหาคม 2565 ซึ่งมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ยเดือนละ 565,237 คน คิดเป็น เพิ่มขึ้นร้อยละ 87.29 เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเดินทางรายท่าอากาศยาน ในเดือนกันยายน 2565 พบว่า มีปริมาณการเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 1,539,498 คน คิดเป็น ร้อยละ 72 มีปริมาณการเดินทางผ่านท่าอากาศยานดอนเมือง 335,383 คน คิดเป็น ร้อยละ 16 และมีปริมาณการเดินทางผ่านท่าอากาศยานภูมิภาค 250,374 คน คิดเป็น ร้อยละ 12 หรือ สัดส่วนการเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูมิภาค คิดเป็น 72:16:12
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

