'ธนพร' หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ชี้หนักกว่าโควิด ย้ำรัฐบาลต้องเร่งช่วยประชาชน สะกิดฝ่ายค้าน คิดให้ดี ก่อนตั้งธงขวาง

วันที่ 23 เมษายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักรัฐศาสตร์ ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลก ว่า

สถานการณ์ของประเทศในช่วงเวลานี้ ต้องยอมรับร่วมกันว่าเป็น “วิกฤตที่หนักกว่าโควิด” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้โควิดจะกระทบเศรษฐกิจจนกิจกรรมหยุดชะงัก แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่รัฐสามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสาธารณสุข การกักกันโรค หรือการบริหารจัดการภายในประเทศ

แต่ “วิกฤตพลังงาน” โดยเฉพาะราคาน้ำมันนั้น ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นปัจจัยที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้

หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่คลี่คลาย และหากช่องแคบฮอร์มูซยังมีความเสี่ยง ราคาน้ำมันก็ไม่มีทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิดที่ว่าจะกลับไปอยู่ระดับ 30 บาทต่อลิตรจึงแทบเป็นไปไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีการหยุดยิง แต่อุตสาหกรรมน้ำมันไม่ได้ฟื้นตัวทันที แหล่งผลิตที่ถูกปิดจากสงครามต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะกลับมาเดินระบบได้ ไม่ใช่เปิดใช้งานได้ทันที ดังนั้น ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจ มีแนวโน้มจะทรงตัวในระดับสูง เช่น 40 บาทต่อลิตร ไปอีกระยะยาว

เมื่อมองกลับมาที่ฐานะการคลังของประเทศ จะพบว่ามีข้อจำกัดชัดเจน งบประมาณปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% เท่านั้น สะท้อนว่า “พื้นที่ทางการคลัง” มีจำกัด แม้โดยภาพรวมยังถือว่ามีเสถียรภาพ ซึ่งได้รับการยืนยันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เช่น S&P, Moody’s และ Fitch

อย่างไรก็ตาม หากเกิดวิกฤตรุนแรงต่อเนื่อง งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยย่อมไม่เพียงพอสำหรับการเยียวยาประชาชน ทั้งภาคขนส่ง เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

ในบริบทเช่นนี้ การออกพระราชกำหนดกู้เงินใน “กรอบวงเงิน” 5 แสนล้านบาท จึงเป็นเพียงการตั้งเพดาน “สูงสุด” ที่สามารถกู้ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกู้เต็มจำนวน รัฐบาลยังสามารถกู้ต่ำกว่านั้นได้ตามความจำเป็น และใช้เงินอย่าง “ตรงเป้า แม่นยำ”

นอกจากนี้ การบริหารหนี้สาธารณะยังเป็นไปตามหลักวิชาการ โดยต้องคำนวณสุทธิจาก “หนี้ใหม่ลบหนี้เก่า” ที่ทยอยชำระ ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขกู้ใหม่เพียงด้านเดียว ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP แม้อาจขยับขึ้นจากประมาณ 70% แต่ยังอยู่ในกรอบที่นักลงทุนยอมรับได้

หากย้อนดูในอดีต ทุกวิกฤตใหญ่ รัฐบาลไทยล้วนใช้เครื่องมือ “การกู้เงิน” เพื่อพยุงเศรษฐกิจ เช่น รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยกู้ ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็มีการกู้ ยุคนายชวนหลีกภัย ก็กู้  ย้อนไป ช่วงโควิดก็มีการกู้รวมกว่า 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

“ในภาวะวิกฤต รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเข้าไปพยุงประชาชน หากไม่ดำเนินการใดๆ ผลกระทบจะลุกลามเป็นวงกว้าง ทั้งต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “จะกู้หรือไม่กู้” แต่คือ “กู้เพื่ออะไร และใช้เงินอย่างไร” เพราะในภาวะวิกฤต หน้าที่ของรัฐคือการรักษาความอยู่รอดของประชาชนเป็นลำดับแรก

ต้องยอมรับว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด การเตรียมเครื่องมือทางการคลังไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้รัฐสามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ไขในภายหลัง

“ที่สุดแล้ว ฝ่ายค้านอขอให้พิจารณาประเด็นดังกล่าวบนพื้นฐานของ ความจำเป็นของประเทศ มากกว่าการเมือง  ควรมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพราะหากประชาชนอยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจก็เดินต่อไม่ได้เช่นกัน” รศ.ดร.ธนพร กล่าว. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตครั้งใหญ่มาถึงแล้ว 'ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน' สรุปคำเตือนจาก ผอ.IEA ที่คนไทยต้องตื่นตัว

นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า

'นักวิชาการ' ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับวิกฤตพลังงาน เป็นเครื่องมือจำเป็นประคองเศรษฐกิจ ฟื้นประเทศระยะสั้น สร้างรากฐานระยะยาว ขอใช้งบคุ้มค่า ยึดวินัยการคลัง

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีแนวคิดการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบวิกฤตพลังงานโลก ว่า เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็นในการรับมือแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก