
24 พฤษภาคม 2569 – รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เขียนบทความเรื่อง วาทกรรม“ประชาชน”: เมื่อการอ้างประชาธิปไตย คือการผูกขาด
ในวาระครบรอบการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม แกนนำและพรรคฝ่ายค้าน ได้ออกมาอธิบายปัญหาการเมืองไทยผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” พร้อมชี้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 คือรากฐานของโครงสร้างอำนาจที่ทำลายประชาธิปไตย เอื้อชนชั้นนำ และกดทับประชาชน
ข้อวิจารณ์เช่นนี้สามารถกระทำได้ในสังคมประชาธิปไตย และการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจรัฐก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ คือ การวิพากษ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเพียงใด หรือเป็นเพียง “วาทกรรมทางการเมือง” ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตน และลดทอนความชอบธรรมของผู้เห็นต่าง
ปัญหาแรกของข้อเสนอ คือการพยายามอธิบายความซับซ้อนของสังคมไทย ผ่านรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว ราวกับว่าความเหลื่อมล้ำ การผูกขาดทุน ระบบอุปถัมภ์ หรือการทุจริตคอร์รัปชัน เพิ่งถือกำเนิดขึ้นหลังปี 2560 เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่มายาวนานในทุกยุคทุกสมัย และเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลจากทุกขั้วการเมือง การโยนความผิดทั้งหมดให้กับรัฐธรรมนูญ 2560 จึงอาจเป็นการลดทอนความซับซ้อนของปัญหา เพื่อสร้าง “นิทานขาว-ดำ” ที่มีฝ่ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ต่อสู้กับชนชั้นนำผู้ชั่วร้าย มากกว่าจะเป็นการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การกล่าวหาองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือวุฒิสภา ว่าเป็นกลไกที่ทำลายประชาธิปไตย แต่ในรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ “ประชาธิปไตย” มิได้หมายถึงเพียงอำนาจของ “เสียงข้างมาก” เท่านั้น หากยังรวมถึงหลักการถ่วงดุล การตรวจสอบ และการจำกัดอำนาจรัฐด้วย หากทุกองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถูก “ตีตรา” ว่าไร้ความชอบธรรมทั้งหมด ก็ต้องถามต่อว่า ศาลยุติธรรมทุกศาล ข้าราชการประจำหลายล้านคน ธนาคารกลาง หรือองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะแม้แต่ประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่สุดในโลก ก็ล้วนมีองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขต
แน่นอน องค์กรอิสระไทยสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และควรถูกตรวจสอบเช่นกัน เพราะหลายครั้งที่องค์กรมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสและย้อนแย้งกับความถูกต้องอย่างชัดเจน แต่การเหมารวมว่าองค์กรเหล่านี้คือ “ศัตรูของประชาชน” อาจเป็นการสร้างภาพหลอนทางการเมือง มากกว่าการอภิปรายอย่างมีวุฒิภาวะ ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการใช้คำว่า “ประชาชน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนการตอกย้ำว่า มีเพียงกลุ่มการเมืองฝ่ายตนเท่านั้นที่เป็นตัวแทนของประชาชน ขณะที่ผู้เห็นต่างกลับถูกผลักให้ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามของประชาชนโดยปริยาย
ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีพรรคการเมืองใดแม้กระทั่งพรรคที่ใช้ชื่อ “ประชาชน” ก็ไม่สามารถผูกขาดความหมายของคำว่า “ประชาชน” ได้ เพราะประชาชนมิใช่มวลชนที่คิดเหมือนกันทั้งหมด หากประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย มีทั้งคนที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองสีเดียวกัน การอ้างตนเองว่าเป็น “ฝ่ายประชาชน” แต่เพียงผู้เดียว จึงอาจไม่ต่างจากการผูกขาดความชอบธรรมทางศีลธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ถ้อยคำอย่าง “กัดกินอนาคต” “กินรวบประเทศ” “ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล” หรือ “บิดเบือน” แม้จะสร้างอารมณ์ร่วมทางการเมืองได้ดี แต่หากปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่รอบด้าน ก็ย่อมทำให้สิ่งที่เสนอออกมาเป็นเพียงวาทกรรมปลุกเร้า มากกว่าการเสนอทางออกเชิงนโยบายอย่างสร้างสรรค์
ความย้อนแย้งอันลึกซึ้งที่สุดของวาทกรรมนี้ อยู่ตรงข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะที่มีการตราหน้าว่ารัฐธรรมนูญ 2560 คือกลไกสืบทอดอำนาจที่ออกแบบมาเพื่อกดทับประชาชนและเอื้อประโยชน์ให้แก่ชนชั้นนำ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง พรรคการเมืองของพวกเขากลับสามารถเจริญเติบโต ยึดพื้นที่ทางการเมือง และก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งของประเทศได้สำเร็จภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง ชัยชนะและจำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หักล้างวาทกรรมของตนเอง เพราะหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตจำนงในการปิดตายประตูแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์จริง กลไกนี้ย่อมไม่มีทางเปิดพื้นที่ให้พรรคของพวกเขาเติบโต จนกลายมาเป็นแกนนำฝ่ายค้านผู้ทรงอิทธิพลในปัจจุบัน
สิ่งที่สังคมไทยต้องการในเวลานี้ อาจไม่ใช่การสร้างวาทกรรม “ศัตรูร่วม” ขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา หากแต่คือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่รู้จักยอมรับ “ความเห็นต่าง” โดยไม่ตีตราว่าผู้เห็นต่างคือศัตรูของประชาธิปไตย เพราะความเข้มแข็งของประชาธิปไตย มิได้วัดจากความสามารถในการสร้างวาทกรรมปลุกเร้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้ที่คิดไม่เหมือนเรา โดยไม่พยายามผูกขาดคำว่า “ประชาชน” “ความถูกต้อง” หรือ “ความรักชาติ” ไว้กับฝ่ายตนเองเพียงฝ่ายเดียว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'นักวิชาการ' ยกเคส 'ทราย' สะท้อนความเงียบ อำนาจครอบครัว ข้อจำกัดกระบวนการยุติธรรม
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ความเงียบ อำนาจครอบครัว และข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรม มีเนื้อหาดังนี้
'อ.บุญส่ง' ยกตัวอย่างหลายประเทศพยายามอยู่ร่วมกัน โต้วาทกรรม 'ไม่แปลกแบ่งแยกดินแดน'
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง วาทกรรม “ไม่แปลก” คือเบื้องหลังการเมืองของการ “แบ่งแยก” มีเนื้อหาดังนี้
'นักวิชาการ' กังขารบ.ไม่เร่งรัด 'พรบ.อากาศสะอาด' ปล่อยปชช.หายใจเอาความเสี่ยงเข้าสู่ร่างกาย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง พรบ.อากาศสะอาด ความเฉยเมยของรัฐคือต้นทุนในการหายใจ มีเนื้อหาดังนี้
'ดร.บุญส่ง' ชำแหละ บำนาญ สส. เหตุผลกับความจริงที่เหลื่อมล้ำ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง บำนาญ สส. เหตุผลกับความจริงที่เหลื่อมล้ำ มีเนื้่อหาดังนี้
'นักวิชาการ' ย้อนถาม ถ้าราคาสินค้าเป็นเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นลง แล้วรัฐบาลมีไว้ทำไม
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง ถ้าราคาสินค้าเป็นเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นลง แล้วรัฐบาลมีไว้ทำไม มีเนื้อหาดังนี้
'นักวิชาการ' ฟาด ท่านประธานฯ 'กินฟรีมานานแล้ว' ไม่ใช่เหตุผลที่จะ 'กินฟรี' ต่อไป
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพ่บทความ เรื่้อง “กินฟรีมานานแล้ว” ไม่ใช่เหตุผลที่จะ “กินฟรี” ต่อไป มีเนื้อหาดังนี้

