FFT เตือน 11 ธ.พาณิชย์ไทย ระวังการปล่อยกู้เอกชนสร้างเขื่อนหลวงพระบาง-หวั่นผลกระทบเมืองมรดกโลก เผย WHC เกิดข้อกังวล-แนะรัฐบาลลาวศึกษาประเมินผลกระทบก่อน แต่ไม่ได้รับความสนใจปล่อยเอกชนลุยลงมือสร้างแล้ว
5 เม.ย.2566 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand-FFT) ได้ส่งรายงาน "การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ" สู่การปฏิบัติ- กรณีโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนหลวงพระบาง” ซึ่งระบุความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ให้แก่ 11 ธนาคารพาณิชย์ไทยที่ร่วมการประเมินกับ FFT เพื่อเสนอให้ธนาคารใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการประเมินความเสี่ยงหากจะให้สินเชื่อแก่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง
ทั้งนี้โครงการเขื่อนหลวงพระบาง อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนแม่น้ำโขง ประมาณ 25 กิโลเมตรด้านเหนือน้ำของเมืองหลวงพระบาง แหล่งมรดกโลกที่ประกาศโดยยูเนสโก (UNESCO World Heritage) โดยจะมีกำลังผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ และไฟฟ้าที่ผลิตได้เกือบทั้งหมดจะขายให้กับประเทศไทย ซึ่งมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 35 ปี นับเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีระยะเวลายาวนานที่สุด
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ระบุว่าโครงการเขื่อนหลวงพระบางได้สร้างความกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาสังคม ตลอดจนชุมชนแม่น้ำโขงในประเทศไทย เนื่องด้วยโครงการดังกล่าวอาจนำมาซึ่งผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง แม้จะมีการดำเนินกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) จนนำไปสู่การแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้ "รัฐบาลสปป.ลาวให้ดำเนินการเพื่อแก้ไขผลกระทบข้ามพรมแดนด้านลบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมด" โดยคณะกรรมการร่วมของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการดำเนินงานอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขผลกระทบข้ามพรมแดนและความกังวลของภาคประชาสังคม ชุมชน และประเทศสมาชิกอื่นๆ
นอกจากนี้ แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ได้เรียกร้องให้สถาบันการเงินของไทยซึ่งอาจพิจารณาให้เงินเชื่อกับโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ให้ประเมินอย่างรอบคอบต่อความเสี่ยงของโครงการนี้ในแง่ของประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และได้เสนอให้ธนาคารไทยเปลี่ยนพันธกิจ “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ” ให้เป็นการปฏิบัติ เพราะถึงเวลาที่ธนาคารไทยที่มักเป็นแหล่งสินเชื่อให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขง จะต้องทบทวนยุทธศาสตร์ของตนที่มีต่อประเทศลาว โดยอย่างน้อยที่สุด ธนาคารควรปรับปรุงนโยบายการให้สินเชื่อให้เข้มแข็งขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับธนาคารระดับโลกอื่น ๆ ปฏิบัติ
รายงานของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ระบุถึงความเสี่ยงต่อเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ว่าในปี 2538 หลวงพระบาง ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ตามความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญแหล่งมรดกระบุว่า UNESCO ได้ลงนามในข้อตกลง พ.ศ. 2538 กับรัฐบาลลาว บนพื้นฐานความเชื่อมโยงที่โดดเด่นระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ณ จุดบรรจบระหว่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ต่อมาในปี 2555 คณะกรรมการมรดกโลก (WHC) เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบของโครงการเขื่อนหลวงพระบางที่จะมีต่อคุณค่าที่โดดเด่นของแหล่งมรดกโลก จึงได้ร้องขอรัฐบาลลาวให้ดำเนินการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดก (Heritage Impacts Assessment-HIA) และจัดส่งข้อมูลให้ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าจนกระทั่งปี 2564 เมื่อคณะกรรมการมรดกโลกมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยุติการก่อสร้างใดๆ จนกว่าจะมีการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดก และมีการส่งมอบข้อมูลเพื่อการพิจารณาของคณะที่ปรึกษา
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2564 หลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกได้เริ่มขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดก รัฐบาลลาวได้ส่งมอบร่างฉบับสมบูรณ์ของรายงานการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดก แต่ยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลของการประเมินผลกระทบและรายงานดังกล่าวต่อสาธารณะ เป็นที่ชัดเจนจากข้อค้นพบของรายงานร่วมกันของศูนย์มรดกโลก/ICOMOS (Joint Mission Report) ว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการพิจารณาอย่างเพียงพอถึงผลกระทบและความเสี่ยงที่มีต่อเมืองหลวงพระบาง
ข้อเสนอแนะหลักในรายงานร่วมของศูนย์มรดกโลกเกี่ยวกับเขื่อนหลวงพระบางระบุว่า “การประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดก ยังไม่สามารถให้ผลวิเคราะห์ที่น่าพึงพอใจ และไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณลักษณะอันเป็นคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ... จึงควรใช้แนวทางป้องกันไว้ก่อน โดยไม่ควรเดินหน้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง และให้ย้ายโครงการนี้ รวมถึงโครงการอื่นในอนาคตและที่คล้ายคลึงกัน ไปยังพื้นที่ที่จะไม่สร้างความเสียหายให้กับคุณลักษณะของแหล่งมรดก”
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เมืองมรดกโลกและหัวงานเขื่อนหลวงพระบาง พบว่าขณะนี้ได้มีการดำเนินการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว โดยมีการตัดถนนจากปากอูไปยังบ้านคก และสร้างสะพานข้ามไปยังหัวงานเขื่อน โดยฝั่งขวาของแม่น้ำได้มีการใช้เครื่องจักรหนัก ดำเนินการถมแก่งและตลิ่งแม่น้ำออกมาในลำน้ำโขง จนเหลือเป็นช่องน้ำแคบๆ โดยเรือชาวบ้านและเรือนักท่องเที่ยวที่ล่องผ่านไปมาต่างให้ความสนใจต่อการก่อสร้างขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง เนื่องจากแม่น้ำโขงบริเวณนี้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญของลาวเหนือ เป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างเมืองห้วยทราย-ปากแบง-หลวงพระบาง และพื้นที่ดังกล่าวเป็นแก่งที่สำคัญ ชื่อว่าแก่งออย และแก่งคันธนู เป็นหนึ่งในพื้นที่หาปลาที่สำคัญของชาวบ้านหลวงพระบาง อีทั้งมีความสำคัญและความงดงามทางระบบนิเวศ
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางได้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เขื่อนแล้วอย่างน้อย 1หมู่บ้านในเขตเมืองจอมเพ็ด โดยเอกสารระบุว่าจะมีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจำนวน 23 หมู่บ้าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
การเคหะแห่งชาติ เร่งขับเคลื่อน ‘บ้านเพื่อคนไทย’
การเคหะแห่งชาติ เร่งขับเคลื่อน ‘บ้านเพื่อคนไทย’ ลุย พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ฟื้นฟูเมือง ใช้ประโยชน์ Land Bank และ Sunk Cost เพิ่มมูลค่าองค์กร พร้อมขับเคลื่อนพลังงานสะอาด
สกสว.ผนึ DIP คิกออฟมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคต
สกสว. ผนึก DIP คิกออฟมหกรรม IP X Venture Rise Thailand 2026: มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคต” สร้างระบบนิเวศเชื่อมทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกองทุน ววน. เพิ่มคุณค่างานวิจัยไทย
GGC โชว์ Q1/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท
GGC เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท รับอานิสงส์ธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ฟื้นตัว - เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำเคมีสีเขียวระดับสากล
บ้านปู รุกคืบก๊าซและเพาเวอร์พลัส เสริมแกร่งศักยภาพ NewCo
บ้านปู รุกคืบก๊าซและเพาเวอร์พลัส เสริมแกร่งศักยภาพ NewCoกระบวนการควบรวม BPP เป็นไปตามแผน คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2569

