เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลพยายามอธิบายเรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับคืนให้ทางการจีน คือ “แรงบีบจากจีน” ที่ส่ง “diplomatic note” ซึ่งเป็นเอกสารการทูตระหว่างประเทศในการให้ไทยส่งตัวอุยกูร์ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในประเทศไทยกลับประเทศในฐานะประชากรของเขา เป็นการตอกย้ำหลังจากผู้นำไทยและผู้นำจีนได้หารือกันด้วยวาจามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการตัดสินใจดังกล่าว รัฐบาล ย้ำว่า เป็นการตัดสินใจที่ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนคนไทย
"ผมเคยพูดกับทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เราเก็บเอาไว้ก็ผิด ส่วนส่งต่อประเทศที่สาม หากมีใครรับก็ดี แต่ก็ไม่เคยมี เพียงแต่พูดว่าสนใจ ไม่เคยขอมาเป็นทางการ ส่วนยูเอ็นเอชซีอาร์ไม่เคยประกาศเป็นผู้ลี้ภัย ก็ยังเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งผมบอกว่า หากมีประเทศที่สามรับ ผมก็พร้อมส่งไป แต่ผมคงไม่รอ เพราะผมก็โดนบีบ เพราะจีนอ้างว่า ชาวอุยกูร์ 40 คน เป็นพลเมืองของเขา และจีนก็ขอมาตามระบบ ส่งเป็น ดิพโปรเมทิกโน้ต ไทยก็ดำเนินการตามนั้น พร้อมคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เราก็ติดตาม ความเป็นอยู่เขาเป็นระยะ และผมกำลังจะไปพิสูจน์ว่าเขายังอยู่ดี และเขาก็เป็นคนเลือกที่จะไป" นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงระบุ
พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจของไทยไม่ใช่ว่า จะไปอยู่ข้างจีน หรือสหรัฐ เพราะยืนยันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่เลือกข้าง แต่เราสามารถทำงานร่วมกับทุกประเทศได้ โดยสหรัฐถือเป็นมหามิตรของไทยมายาวนาน ส่วนจีนก็เป็นประเทศที่อยู่ใกล้เคียง และมีความสัมพันธ์ยาวนานเช่นกัน ประเทศไทยไม่ได้คิดเป็นศัตรูกับใคร เรารักษาสายสัมพันธ์ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม
มีรายงานว่า ก่อนที่จะมีการดำเนินการส่งกลับก่อน 2 วัน ซึ่งเป็นวันที่นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ตัดสินใจส่งอุยกูร์ ก็มีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาทันทีว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยเร่งเดินสายขอเข้าพบผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วยงาน แต่ก็ได้รับการยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องในกระบวนการการส่งกลับนั้น และเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ท่ามกลางการฟันธงว่า เบื้องหลังการตัดสินใจของ นายกฯ คงหนีไม่พ้น สทร.คนเดิม
อย่างไรก็ตาม ก็คงหนีไม่พ้นปฏิกิริยาจากฝั่งตะวันตกที่ยืนอยู่บนหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่ไม่เห็นด้วยในการตัดสินใจของรัฐบาลไทย
เช่น สภายุโรปมีมติประณามประเทศไทย นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้สมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association - EFTA) นำข้อเสนอแนะของสมาชิกสภายุโรปมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศไทย รวมไปถึงการที่สหรัฐออกมาประกาศงดออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้
ส่งผลให้ “เหมา หนิง” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ต้องออกมาช่วยไทยชี้แจงว่า การส่งกลับเป็นความร่วมมือระหว่างจีนและไทย ในการต่อสู้กับการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พร้อมตอกย้ำว่า สหรัฐไม่มีสิทธิ์แทรกแซงความร่วมมือของ 2 ชาติโดยใช้ข้ออ้างด้านสิทธิมนุษยชน อย่าใช้เป็นประเด็นทางการเมือง ย้อนเกล็ดสหรัฐเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย 270,000 คน
สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการปรับน้ำหนัก ทิศทาง นโยบาย ทางด้านการต่างประเทศใหม่ ซึ่งแตกต่างจากอดีต ที่ประเทศไทยไม่เข้าข้างใคร และดำรงสถานะความเป็นกลาง เมื่อต้องถูกบีบให้เลือกข้าง ก็ต้องเด้งเชือก ซื้อเวลา ลากเกมยาว เพื่อป้องกันไม่ถูกลากโยงไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่หนนี้ไม่ใช่...เพราะนี่คือการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด โดยไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่?
จึงไม่แปลก ถ้า สทร. ประเมินว่า เป็นการแสดงออกให้สอดคล้องกับกระแสของโลกในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากภูมิรัฐศาสตร์โลกมีการเคลื่อนตัว กลับมาสู่ “ปีกฝ่ายขวา” ผ่านตัวแสดงอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ จึงไม่มีจังหวะไหนที่ดีไปกว่านี้ในการส่งอุยกูร์ให้จีนช่วงนี้
“ทักษิณ” จึงพูดเสียงแข็งว่า “ผมเชื่อว่าเขาเข้าใจ แต่เขาก็ต้องทำหน้าที่ของเขา เราต้องเข้าใจการเมืองระหว่างประเทศ อย่าไปตกใจมาก บางทีพวกเราก็ไปมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีอะไร”
พร้อมมองว่า เราต้องใช้ช่องทางทูตในการเจรจา โดยการพูดคุยกัน ให้สังเกตดูสภายุโรปออกมาประณามไทย แต่ทางฝ่ายบริหารก็มีการเจรจา FTA ต่อไป ไม่มีอะไร เขาแยกส่วน
“การเมืองระหว่างประเทศ บางทีในประเทศเราไม่เข้าใจ ไม่มีอะไรที่น่าตกใจ ถ้าผมไม่ตกใจ ก็อย่าตกใจตามผม” นายทักษิณกล่าวเหมือนจะมั่นใจว่าเคลียร์ได้
แต่นั่นก็เป็นความมั่นใจของ ผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล และทำให้ทุกองคาพยพเดินตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้ “ความเสี่ยง” ที่ประเทศต้องรับมาไว้ในมือ
หากระยะยาวผู้ตัดสินใจนำ ผลดี-ผลเสีย ขึ้นตาชั่งแล้วบอกว่า ผลทางเศรษฐกิจและ ด้านอื่นๆ ที่มีต่อไทย สร้างประโยชน์ให้คนในชาติ ก็ถือว่าความเสี่ยงนั้นคุ้มค่า แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น ผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามคาด ผลกระทบก็มีต่อประเทศอยู่ดี
และนี่คือจุดเปลี่ยนในจารีตด้านการต่างประเทศของไทยครั้งสำคัญ ซึ่งต้องรอลุ้นผลลัพธ์ระยะยาวกันต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“กู้ชีพ-แบกเพื่อไทย” งานหินในมือ “ดร.เชน”
ภายหลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น ทั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต่างต้องเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพราะในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะฝากความหวังไว้กับใคร
“รัฐบาลสีน้ำเงิน”อำนาจสุดปึ้ก แก้ศก.ล้มเหลว ยากครบเทอม
การเมืองไทยในห้วงเวลานี้ เข้าสู่ยุคที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เรืองอำนาจสูงสุด ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย รวมศูนย์การบริหารประเทศเต็มตัว หลังกวาดที่นั่ง สส.ได้กว่า 192 ที่นั่ง นั่นทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีเพียงอำนาจในทางตัวเลข แต่ยังมีอำนาจในเชิงจิตวิทยาการเมือง เพราะเมื่อพรรคอันดับ 1 ทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งพอสมควร การต่อรองทางอำนาจภายในรัฐบาลก็ย่อมง่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว
'รบ.อนุทิน'ก้าวข้ามการเมือง สู่วิกฤตรับมือ'ยุคน้ำมันแพง'
หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.เสร็จสิ้น รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (มท.1) ได้สถานะ อำนาจเต็ม อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยตัวเลข สส.พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง ผนวกกับพรรคร่วมจนรวมเป็น 292 เสียง
นโยบายฉุกเฉินแก้เศรษฐกิจ ลดดีกรี"ชายแดน-แก้รธน."
คำกล่าวแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หรือ "หนู 2" ตลอด 1 ชั่วโมง 8 นาที มีความแตกต่างกับรัฐบาล "หนู 1" อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีตัวแปรสำคัญสอดแทรกเข้ามาจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจากวิกฤตพลังงาน ทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญ และงบประมาณที่จะใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ ใหม่
แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ"อนุทิน"
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี ตบเท้าเข้าห้องประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อกรำศึกแถลงนโยบายรัฐบาล “ปกสีน้ำเงิน” ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะเริ่มต้นขึ้นเช้าวันที่ 9 เมษายน และสิ้นสุดลงช่วงก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน รวมเวลาการประชุมตลอด 2 วัน 9-10 เมษายน อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลามากสุดคือ 14.30 ชั่วโมง
ดีเอสไอลุยสางนายทุนตุนน้ำมัน รับคดีพิเศษ 9 เม.ย.
น้ำมันแพงในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ไม่มีใครรู้สึกตลกด้วย เพราะรัฐบาลมีการปรับอัตราน้ำมันที่หน้าหัวจ่ายแบบวันต่อวัน ทำประชาชนไม่ได้ทันตั้งตัว ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำโดยกระทรวงยุติธรรม ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงต้องเร่งดำเนินสะสางคดีนี้ โดยเดิมพันด้วยผลประโยชน์นับพันล้านบาท เมื่อตัวเลขน้ำมัน 57 ล้านลิตร ที่หายไปกลางอ่าวไทย ไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดทางบัญชี แต่คือร่องรอยของขบวนการ “กักตุนน้ำมันเพื่อโก่งราคา”

