อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์คำแนะนำประธานศาลฎีกาฉบับใหม่ ว่าด้วยการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ชี้เป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย หลังศาลส่งสัญญาณชัดพร้อมใช้มาตรา 161/1 ยกฟ้องคดีที่มีลักษณะกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปากตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นอาวุธคุกคามผู้เห็นต่าง นักกิจกรรม ผู้เปิดโปงการทุจริต และผู้ใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริต
30 พฤษภาคม 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อศาลไม่ต้องการเป็น “เครื่องมือกลั่นแกล้ง” : อ่านนัยสำคัญคำแนะนำประธานศาลฎีกาเรื่องการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อาจกลายเป็นอีกวันสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมไทย เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569” ออกมาอย่างเป็นทางการ (อาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม)
ประกาศฉบับนี้ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางการใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งมอบอำนาจเด็ดขาดให้ศาลสามารถ “ยกฟ้อง” คดีที่ถูกนำมาฟ้องโดยไม่สุจริตได้ตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง!
แม้ว่าคำแนะนำดังกล่าวจะไม่ใช่ “กฎหมายใหม่” ที่เพิ่งคลอดซิงๆ แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือสัญญาณเตือนระดับสึนามิว่า ฝ่ายตุลาการไทยกำลังตระหนักถึงปัญหา “การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคาม” หรือที่ทั่วโลกเรียกกันว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) อย่างจริงจังที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลกำลังส่งสัญญาณเสียงดังฟังชัดไปยังสังคมว่า:
“สิทธิในการฟ้องคดี แม้จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ แต่ก็ไม่อาจถูกใช้เป็น 'อาวุธ' เพื่อปิดปากหรือทำลายผู้เห็นต่างได้โดยไม่มีขอบเขตอีกต่อไป!”
จาก “ฟ้องเท็จ” สู่ “ฟ้องเพื่อคุกคาม” : เมื่อกระบวนการกลายเป็นบทลงโทษ
ที่ผ่านมา เวลาเราพูดถึงการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หลายคนมักจะนึกถึงเพียงกรณี “ฟ้องเท็จ” หรือการกุเรื่องมากล่าวหากันโดยไม่มีมูล แต่คำแนะนำฉบับปี 2569 นี้ ได้ขยายพรมแดนความหมายไปไกลกว่านั้นมาก!
ศาลฎีการะบุชัดเจนว่า การฟ้องคดีที่มีลักษณะต่อไปนี้ ถือว่า "ไม่สุจริต" ด้วยเช่นกัน:
- ก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม
- สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรม
- สร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร
นี่คือหมุดหมายและพัฒนาการสำคัญของแนวคิดทางกฎหมายไทย เพราะเป็นการยอมรับความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า “ตัวกระบวนการเองนั่นแหละ...ที่กลายเป็นเครื่องมือลงโทษ” (The process is the punishment)
ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ถูกฟ้องอาจจะชนะคดีในท้ายที่สุด แต่ระหว่างทางพวกเขาต้องสูญเสียมหาศาล ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย ค่าทนาย เสียโอกาสทางอาชีพ และต้องแบกรับแรงกดดันทางสังคมจนสภาพจิตใจบอบช้ำเป็นเวลาหลายปี การแกล้งฟ้องเช่นนี้ โจทก์จึงไม่ได้หวังผลที่จะ “ชนะคดี” แต่หวังผลให้คู่กรณี "หวาดกลัวจนยอมเงียบไปเอง"
ศาลเริ่มมองเห็นปัญหา “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP)
ไฮไลต์ที่น่าจับตามองที่สุดคือ ข้อ 2 ของคำแนะนำ ซึ่งระบุถึง “พฤติการณ์อันควรสงสัย” ว่าเข้าข่ายแกล้งฟ้อง โดยเฉพาะเมื่อจำเลยถูกฟ้องเพราะเหตุจากการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม เช่น:
1.กลุ่มผู้ออกมารณรงค์: ด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือแรงงาน
- กลุ่มผู้เปิดโปง: บุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
- กลุ่มผู้ตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ แล้วโดนโจทก์ "ฟ้องย้อนศร" เพื่อกดดันให้กลัว
- กลุ่มผู้ใช้สิทธิตามกฎหมาย: แสดงความคิดเห็นหรือทำหน้าที่โดยสุจริต
การระบุข้อความเหล่านี้มีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างมาก เพราะมันสะท้อนว่าศาลฎีกามองเห็น "เกมสกปรก" ในสังคมไทย ที่มักจะใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือกดดันนักกิจกรรม นักข่าว หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ตงฉิน คำแนะนำฉบับนี้จึงเสมือนการประกาศว่า กระบวนการยุติธรรมจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือเอาคืนของคนโกงหรือผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป!
การฟ้องไกลบ้าน: กลยุทธ์กลั่นแกล้งที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
อีกหนึ่งกลลวงที่โดนสกัดในคำแนะนำฉบับนี้คือ "การฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุอันควร"
ที่ผ่านมา สังคมไทยมักเห็นข่าวจำเลย (โดยเฉพาะนักข่าวหรือนักกิจกรรม) ถูกฟ้องพร้อมกันในหลายจังหวัดระย้าจากเหนือจรดใต้ วันนี้ต้องไปนราธิวาส สัปดาห์หน้าต้องไปเชียงใหม่ ทำให้จำเลยต้องแบกรับภาระค่าเดินทางและเสียเวลาทำมาหากินจนหมดตัว คำแนะนำนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลไม่ได้มองข้ามแทกติกนี้อีกต่อไป และพร้อมจะตีตกทันทีหากพบว่าเป็นการจงใจสร้างความลำบากให้จำเลย
บทบาทใหม่ของศาล : จากผู้รับฟ้อง สู่ “ผู้กลั่นกรองความสุจริต”
แต่เดิม หลายคนเข้าใจว่าศาลมีหน้าที่ตั้งรับคล้าย "ผู้รักษาประตู" คือมีคนมาฟ้องก็ต้องรับไว้ก่อน แล้วค่อยไปว่ากันด้วยพยานหลักฐาน แต่คำแนะนำฉบับนี้ขยับบทบาทศาลให้กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ความสุจริตของกระบวนการยุติธรรม” ในเชิงรุก (Proactive)
ศาลยุคใหม่สามารถ:
- สั่งให้โจทก์ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานทันทีหากมีเหตุสงสัย
- ใช้ "เจ้าพนักงานคดี" ช่วยรวบรวมข้อมูลมาตรวจสอบ
- ยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม!
การสกัดคดีตั้งแต่ประตูแรกมีความสำคัญมาก เพราะหากปล่อยให้คดีที่ไม่สุจริตหลุดรอดเข้าสู่กระบวนการเต็มรูปแบบ ความเสียหายต่อเสรีภาพและชีวิตของประชาชนจะเกิดขึ้นทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันพิพากษา
“ความน่าเชื่อถือของศาล” ถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา
สิ่งที่ทรงพลังและลึกซึ้งที่สุดซ่อนอยู่ใน ข้อ 5 ซึ่งระบุให้ศาลพึงคำนึงถึง “ความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม” ประกอบการใช้ดุลพินิจ
ถ้อยคำนี้สะท้อนว่า ศาลตระหนักดีว่าหากปล่อยให้สถาบันศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างผู้เห็นต่าง "ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรมทั้งระบบจะพังทลายลง" ในอดีต การตีความกฎหมายอาจจะเน้นเพียงแค่ความเป๊ะของ "ตัวบท" แต่คำแนะนำฉบับนี้กำลังบอกเราว่า “ความไว้วางใจของสังคม” (Public Trust) ก็คือหัวใจและเนื้อสารที่ขาดไม่ได้ของความยุติธรรมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม... นี่อาจยังไม่ใช่จุดจบของปัญหา
แม้คำแนะนำนี้จะจุดประกายความหวังและถือเป็นก้าวที่กล้าหาญ แต่ในความเป็นจริงเรายังต้องยอมรับข้อจำกัดบางประการ:
- ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ: ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับความใจถึงและความกล้าของผู้พิพากษาแต่ละท่านว่าจะเลือกใช้มาตรา 161/1 มากน้อยเพียงใด
- จำกัดแค่คดีอาญา: คำแนะนำนี้ครอบคลุมเฉพาะคดีอาญา ทั้งที่การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ในปัจจุบันระบาดหนักใน "คดีแพ่ง" ที่มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายหลักสิบหลักร้อยล้านเพื่อขู่ให้กลัวจนหัวหด
- ยังไม่มีระบบเยียวยาจำเลย: ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับให้โจทก์ที่ฟ้องแกล้งต้องชดใช้ค่าทนาย ค่าเสียเวลา หรือค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ให้แก่จำเลยอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในต่างประเทศ (= Canada และ United States)
จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมใหม่ทางกฎหมายไทย
แม้จะยังมีรอยต่อที่ต้องพัฒนาต่อ แต่คำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 ฉบับนี้ คือสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังพยายามทรานส์ฟอร์มตัวเองให้สอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมในโลกยุคใหม่
เพราะในสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ศาลไม่ควรเป็นเพียงแค่สถานที่ตัดสินแพ้-ชนะตามเกมกฎหมาย แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัยและโล่กำบังที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชน”
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องขบคิดร่วมกันต่อจากนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่ว่า “ใครมีสิทธิฟ้องใคร?” แต่คือ...
“เราจะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้ไปเพื่อค้นหาความจริงและความเป็นธรรม หรือจะยอมให้มันถูกใช้เพื่อทำให้ใครบางคนหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดความจริงอีกต่อไป?”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คำแนะนำของ 'ประธานศาลฎีกา' เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญาพ.ศ.
อดีตนายกสภาทนายฯ ชื่นชม ปธ.ศาลฎีกาออกคำเเนะนำฟ้องปิดปาก!
'วิเชียร' อดีตนายกสภาทนายฯชื่นชม ปธ.ศาลฎีกาออกคำเเนะนำ 'สกัดกั้น' การฟ้องปิดปากประชาชนเรียกความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม
อวสาน 'การฟ้องปิดปาก' 'วิรุตม์' ชื่นชมปธ.ศาลฎีกาออกคำแนะนำให้ศาลยกฟ้องได้แต่ชั้น 'ตรวจฟ้อง'
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) กล่าวว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประธานศาลฎีกาได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากการฟ้องคดีที่ไม่สุจริต
ทันควัน! กสม.ออกแถลงการณ์ขอบคุณประธานศาลฎีกาเรื่องฟ้องปิดปาก!
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์
‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ผลพวงจาก รธน.60 ที่บิดเบี้ยว นักวิชาการกังวลปัญหา ‘วิกฤตศรัทธา’
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความในหัวข้อ “ระบอบสีน้ำเงิน” วิกฤตศรัทธา และโจทย์ใหญ่ของการเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
นักวิชาการอิสระ เปิดม่าน 'องคมนตรี' ส่องวิวัฒนาการสถาบันกษัตริย์ ผ่านมุมมองรัฐธรรมนูญ
องคมนตรี ไม่ได้เป็นเพียงองค์กรตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าต่างสำคัญในการทำความเข้าใจพัฒนาการของรัฐธรรมนูญ

