60%ชี้ฟอกเงินน่าห่วง จี้รัฐใช้กม.จับ‘ตัวใหญ่’

ดุสิตโพลเผยคนเกือบ 60% ชี้ปัญหาฟอกเงินวันนี้น่ากังวลมาก จี้รัฐเร่งปราบตัวการใหญ่พร้อมใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เด็ก ปชป.จี้รัฐบาลดูแลปัญหาทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติที่รุกหนักขึ้นทุกวัน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่องคนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน  1,151 คน โดยสำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 11-14 ส.ค.2569

โดยเมื่อถามว่า ประชาชนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงินหรือไม่ พบว่า 51.69% ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ 48.31% เคยมีประสบการณ์ และเมื่อถามว่าประชาชนเคยมีประสบการณ์ในลักษณะใดบ้าง  พบว่า 57.73% โฆษณาเงินกู้นอกระบบ หรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย, 57.01% ญาติ เพื่อน หรือคนใกล้ตัวได้รับความเสียหายจากภัยทางการเงิน  และ 29.14% ถูกหลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน

ถามว่า หากพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ประชาชนคิดว่าควรแจ้งหน่วยงานใดเป็นอันดับแรก พบว่า 42.57% แจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), 35.45% แจ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 32.93% แจ้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441

ดุสิตโพลยังถามว่า ประชาชนคิดว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้ น่ากังวลมากน้อยเพียงใด พบว่า 59.77% เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก, 34.49% ค่อนข้างน่ากังวล, 4.70% ไม่ค่อยน่ากังวล และ 1.04% ตอบว่าไม่น่ากังวล ถามต่อว่าคิดว่าสาเหตุใดที่ทำให้ปัญหาการฟอกเงินในประเทศไทยยังคงมีอยู่ พบว่า 76.11% การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง, 64.55% เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ 56.13% ประชาชนบางส่วนขาดความรู้หรือยินยอมให้ขบวนการใช้บัญชี

สุดท้ายเมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการอย่างไรเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน 78.80% จัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซาก, 63.77% ธนาคารตรวจสอบตัวตนและบัญชีที่ผิดปกติให้เข้มงวดขึ้น และ 60.47% ให้ความรู้ประชาชน เพิ่มช่องทางแจ้งเหตุและช่วยเหลือผู้เสียหาย

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์ โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวล และยังไม่เชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมาย ภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชน  เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของหลักนิติธรรมและความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อ 76.11% มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่างกฎหมายที่มีอยู่กับกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง ยิ่งเมื่อ 64.55% เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล รวมทั้งเสียงประชาชน 78.80% ที่เรียกร้องให้จัดการตัวการใหญ่ จึงชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึงผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย

“การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ  ท้ายที่สุด หลักนิติธรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมาย แต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนืออำนาจเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับใช้ได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายทางสู่การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทางอย่างยั่งยืน”

วันเดียวกัน น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงประเด็นปัญหาผลกระทบจากกลุ่มทุนต่างชาติและแรงงานข้ามชาติในไทยว่า ปัจจุบันสังคมกำลังเกิดข้อสงสัยและตั้งคำถามอย่างหนักในประเด็นการเข้ามาของทุนต่างชาติและแรงงานข้ามชาติที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนในภาคบริการและการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่เริ่มเกิดสภาวะที่ผู้ให้บริการหรือพนักงานไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เนื่องจากทั้งพนักงานและผู้จัดการล้วนเป็นชาวต่างชาติ นำมาสู่คำถามสำคัญว่าคนต่างชาติกำลังเข้ามาแย่งอาชีพคนไทยหรือไม่

น.ส.วีร์กล่าวต่อว่า หากมองในมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น ต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดงานบางประเภทคนไทยจึงไม่เลือกทำ ซึ่งมักมีคำกล่าวหาว่าคนไทยรักสบายหรือไม่ยอมรับงานค่าจ้างต่ำ แต่ในความเป็นจริงการที่คนไทยต้องการรายได้และสภาพการจ้างงานที่มีคุณภาพไม่ถือเป็นความผิด หากแต่ปัญหามักเกิดจากโครงสร้างค่าจ้าง สภาพการทำงาน และชั่วโมงการทำงานที่ไม่จูงใจเพียงพอ ขณะเดียวกัน มีกลุ่มนายจ้างบางส่วนทั้งไทยและต่างประเทศเลือกใช้แรงงานข้ามชาติที่มีอำนาจต่อรองต่ำกว่า เพื่อจุดประสงค์ในการกดต้นทุน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม และยิ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงเมื่อดำเนินการโดยนักลงทุนต่างชาติ เพราะทำให้ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการลงทุนเหล่านั้นเลย

รองโฆษก ปชป.ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมีกลไกตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การตรวจสอบที่มาของเงินทุน ต้องมั่นใจว่าทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นทุนใสสะอาด ไม่ใช่เงินทุนที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อบังหน้า 2.การคุ้มครองธุรกิจท้องถิ่น รัฐต้องมีกลไกช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและคนในพื้นที่สามารถแข่งขันได้ และได้รับอานิสงส์จากเงินทุน เทคโนโลยี รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ มากกว่าจะปล่อยให้ทุนขนาดใหญ่เข้ามาฮุบกิจการและครอบงำตลาด และ 3.การปกป้องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องใส่ใจเรื่องการถูกกลืนกินทางวัฒนธรรม เร่งกำหนดมาตรการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยไม่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอัตลักษณ์และสวัสดิภาพของคนในพื้นที่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บี้กกต.ส่งศาลฎีกาฟันคดีฮั้ว!

"ไอติม" เปิดคลิปภาคต่อ "คดีฮั้ว สว." โชว์หลักฐาน 4 มิติ มัด "นายกเทศมนตรีโพนสา" 53 คณาจารย์นิติศาสตร์-ทนาย-นัก กม. ร่อนแถลงการณ์จี้ กกต. เร่งส่งศาลฎีกาฟัน

ดีลภาษีทรัมป์ ไทยลงทุนอื้อ!

รัฐบาลเตรียมเจรจาภาษีสหรัฐปลาย ส.ค. ชูเอกชนไทยลงทุนเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ มีแผนเพิ่มอีก 5 พันล้านเหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยรวมเฉียดล้านล้านบาท สะท้อนผลประโยชน์ร่วม มุ่งลดภาระภาษีสินค้าส่วนที่เหลือ

‘หนู’ไม่กลัวซักฟอก คุยลั่น!ถามอะไรมาตอบได้หมดยืนยันเสียงรัฐบาลเข้มแข็ง

"อนุทิน" เกทับซักฟอกไม่ใช่ข่าวใหม่ รู้อยู่แล้วว่าฝ่ายค้านมีสิทธิ์ยื่นปีละครั้ง คุยลั่นตอนนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล มีแต่รัฐบาลของประชาชนชาวไทย ไม่ต้องเก็งข้อสอบเพราะทำงานทุกวัน ปฏิเสธไม่เกี่ยวฮั้ว สว. เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ยันรัฐบาลเข้มแข็ง "เท้ง" ชี้รัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจแบบไม่ถูกต้องพยายามใช้อำนาจต่อเติมกำแพงให้หนาขึ้น