พักหลังมานี้ คำว่า “เสรีนิยม” กับ “อนุรักษนิยม” ถูกพูดถึงบ่อยมากในการเมืองไทย เหมือนกลายเป็นคำติดปากไปแล้ว ใครเลือกพรรคประชาชน ก็ถูกมองว่าอยู่ฝั่งเสรีนิยม ใครเลือกพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคอื่นก็ถูกจัดว่าเป็นอนุรักษนิยม เหมือนบ้านเรามีคนอยู่แค่สองแบบ คิดแบบนี้หรือคิดแบบนั้น
แต่ความจริงคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นอะไรแบบนั้นเลย เขาไม่ได้ตื่นเช้ามาแล้วบอกตัวเองว่าวันนี้ฉันเป็นเสรีนิยม หรือฉันเป็นอนุรักษนิยม เขาคิดง่าย ๆ ว่าใครจะทำให้ชีวิตดีขึ้น ใครพูดแล้วพอเชื่อได้ ใครดูแล้วจับต้องได้มากกว่า คำใหญ่ ๆ ไม่ได้อยู่ในหัวเขาก่อนเข้าคูหา
ปัญหาคือพอคำสองคำนี้ถูกพูดซ้ำบ่อย ๆ มันก็เริ่มมีพลังทางความหมาย ใครถูกเรียกว่า “เสรีนิยม” มักถูกวางภาพให้เป็นฝ่ายทันสมัย เป็นสากล ก้าวหน้า เปิดรับโลก และยืนอยู่ข้างอนาคต ส่วนใครถูกเรียกว่า “อนุรักษนิยม” ก็มักถูกโยงกับความเก่า ความล้าหลัง ความกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่การถ่วงประเทศเอาไว้กับอดีต ทั้งที่หลายคนซึ่งถูกจัดอยู่ฝั่งนั้นอาจเพียงไม่เห็นด้วยกับวิธีบางอย่าง ไม่ได้ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
คำสองคำนี้ค่อย ๆ กลายเป็นการแบ่งคนมากกว่าการอธิบายความคิด
ในวงนักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง แนวอธิบายแบบนี้ถูกพูดถึงชัดเจนมากขึ้น พรรคประชาชนถูกมองว่าเป็นตัวแทนฝ่ายเสรีนิยม ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็ถูกมองว่าอยู่ในฝั่งอนุรักษนิยม ภาพการเมืองจึงดูเหมือนเป็นการแข่งขันระหว่างสองแนวคิดใหญ่
เมื่อการอธิบายแบบนี้แพร่หลายมากขึ้น พรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ถูกทำให้เหลือเพียงภาพจำว่าอยู่ฝั่งไหน ทั้งที่ฐานเสียง นโยบาย และเหตุผลของผู้เลือกตั้งซับซ้อนกว่านั้นมาก
หลังการเลือกตั้ง และเมื่อเห็นภาพการจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง พรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิดของพรรคประชาชน ได้โพสต์ไว้ว่า การเมืองไทยกำลังปะทะกันระหว่าง “เก่า” กับ “ใหม่” ระหว่างอดีตกับอนาคต ระหว่างความกลัวกับความหวัง
คำแบบนี้ทรงพลังมาก เพราะทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ฝั่งอนาคต ส่วนอีกฝ่ายถูกวางไว้ฝั่งโครงสร้างเดิม พรรคประชาชนจึงถูกอธิบายว่าเป็นพลังใหม่ที่ต้องรวมประชาชนขึ้นมา
แต่ถ้าพิจารณาให้ลึก คำว่าเก่ากับใหม่ก็ทำหน้าที่คล้ายเสรีนิยมกับอนุรักษนิยม คือจัดลำดับความหมายให้ฝ่ายหนึ่งดูสูงกว่าอีกฝ่ายตั้งแต่ต้น
คนที่ไปเลือกพรรคซึ่งถูกจัดว่า “เก่า” อาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอยู่ข้างอดีต เขาอาจเพียงเชื่อว่าทางเลือกนั้นเหมาะกับชีวิตของเขาในช่วงเวลานั้น
ผลของการติดป้ายไม่ได้จบแค่คำพูด แต่ส่งผลกับบรรยากาศของสังคมจริง ๆ คนที่ถูกเรียกว่าอนุรักษนิยมอาจรู้สึกว่าความเห็นของตัวเองต้องอธิบายมากกว่าคนอื่น เพราะกลัวถูกมองว่าล้าหลังหรือไม่ทันโลก
ในอีกด้าน คนที่ถูกจัดอยู่ฝั่งเสรีนิยมก็อยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้สนับสนุนของตัวเอง หากแสดงท่าทีประนีประนอมกับฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็น “เก่า” ก็อาจถูกวิจารณ์ทันทีว่าอ่อนข้อหรือไม่ยืนหยัดพอ บรรยากาศเช่นนี้ทำให้การพูดคุยข้ามฝ่ายยากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อทุกอย่างถูกทำให้เหลือสองด้าน ความคิดที่ผสมหลายอย่างจึงไม่มีที่ยืนชัดเจน คนจำนวนมากไม่ได้สุดทางใดทางหนึ่ง แต่กลับถูกกดดันให้เลือกข้าง
สังคมที่เริ่มต้นด้วยการถามว่า “คุณอยู่ฝั่งไหน” ก่อนจะฟังว่า “คุณเสนออะไร” มักนำไปสู่ความตึงเครียดมากกว่าความเข้าใจ
หากมองภาพรวมของโลกในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา จะเห็นชัดว่าหลายประเทศเผชิญแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างหนัก คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นตั้งคำถามกับสถาบันเดิม หลายสังคมเกิดกระแสเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีแรงต้านที่ต้องการรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่อง
โลกไม่ได้ไหลไปทางเดียว บางช่วงกระแสการเปลี่ยนแปลงดูแรงมาก แต่บางช่วงผู้คนก็หันกลับมาทบทวน
กรณีของประเทศเนปาลชัดเจน ในปี 2551 สถาบันกษัตริย์ถูกเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐด้วยความหวังว่าจะได้ระบบใหม่ที่ตอบโจทย์มากกว่า แต่หลังจากนั้นอำนาจทางการเมืองกลับไปรวมอยู่ในมือชนชั้นนักการเมือง เกิดปัญหาทุจริต ความไม่เสถียร และเศรษฐกิจที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ต้นปี 2569 จึงเกิดกระแสเรียกร้องให้นำสถาบันเดิมกลับคืน เพราะความผิดหวังต่อระบบใหม่
เรื่องนี้ไม่ได้บอกว่าเสรีนิยมผิด หรืออนุรักษนิยมถูก แต่มันชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกมองว่า “ใหม่” ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป และสิ่งที่ถูกมองว่า “เก่า” ก็อาจถูกเรียกร้องกลับมาได้ หากประชาชนรู้สึกว่าระบบปัจจุบันไม่ตอบโจทย์
ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะแบ่งฝ่ายเสรีนิยมกับอนุรักษนิยมชัดเจน แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งฝ่ายที่ถูกเรียกว่าเสรีนิยมก็หยิบประเด็นความมั่นคงขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง ขณะที่ฝ่ายที่ถูกเรียกว่าอนุรักษนิยมก็ยืนยันเรื่องเสรีภาพและกติกาประชาธิปไตยเช่นกัน เส้นแบ่งจึงไม่ได้ตายตัวอย่างที่คำเรียกทำให้เห็น
สองคำนี้จึงไม่ได้อธิบายทุกอย่างได้ครบ และไม่สามารถใช้เป็นสูตรเดียววัดทุกสังคม
เมื่อย้อนกลับมาที่ไทย การติดป้ายว่าใครเป็นเสรีนิยม ใครเป็นอนุรักษนิยม กลายเป็นเส้นแบ่งหลักที่ทำให้ภาพการเมืองดูง่ายขึ้น แต่ความง่ายนั้นมีต้นทุน คนถูกจัดวางตำแหน่งก่อนจะได้อธิบายเหตุผลของตัวเอง
คนที่ถูกเรียกว่าอนุรักษนิยมไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากเห็นประเทศพัฒนา เขาอาจเพียงมีวิธีคิดอีกแบบ ส่วนคนที่ถูกเรียกว่าเสรีนิยมก็ไม่ได้เป็นเจ้าของอนาคตทั้งหมด
หากปล่อยให้คำสองคำนี้กลายเป็นเครื่องมือแบ่งคนมากกว่าทำความเข้าใจ ความต่างทางความคิดจะยิ่งกลายเป็นรอยแยก การเมืองจะค่อย ๆ แข็งตัว แต่ละฝ่ายยืนปักหลักของตัวเองแน่นขึ้น สนใจว่าใครอยู่ข้างไหนมากกว่าฟังว่าอีกฝ่ายเสนออะไรจริง ๆ
การยอมให้คำว่าเสรีนิยมกับอนุรักษนิยมกำหนดคุณค่าของผู้คน คือการลดทอนสังคมให้เหลือแค่ชื่อเรียก เมื่อเริ่มต้นจากการแบ่งฝั่งก่อนฟังเหตุผล ความเห็นต่างก็จะถูกผลักออกไปเรื่อย ๆ และการเมืองก็จะวนอยู่กับการจัดข้าง มากกว่าการหาทางออกที่ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่จริง ๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ไอติม' ใจป้ำ! แบ่งสส.พรรคส้มลงชื่อหนุนร่างแก้ไขรธน.ของ เพื่อไทย
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึง ก
ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน ล้อมคอก 'รถไฟชนรถเมล์'
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ ประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวิปฯในวันนี้ว่า มีหลายเรื่องเนื่องจากวันที่ 20 พ.ค.นี้ จะเป็นสัปดาห์แรกที่กฎหมายจากคณะรัฐมนตรี ได้นำเข้าพิจารณาเป็นสัปดาห์แรก
'ภราดร' ลั่นภูมิใจไทย พรรคแรกประกาศตัวจัดทำ รธน.ใหม่ ขานรับผลประชามติ
นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พ.ค. จะเสนอร่างให้ที่ประชุมสส.ของพรรคพิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยต่อประธานรัฐสภาวันที่ 20 พ.ค.
'ครม.เงา' ปชน. คึกคัก! เปิด 3 ข้อเสนอ ยื่นร่างแก้รธน.ใหม่ เพิ่มมีส่วนรวมปชช.-ป้องกันผูกขาด
'พรรคประชาชน' เปิด 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมประชาชน-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว. ด้าน 'พริษฐ์' ย้ำ เบื้องต้นต้องมีคูหาให้ประชาชนร่วมเลือกได้ จวกคำวินิจฉัยศาล รธน. ขัดหลักประชาธิปไตย-ย้อนแย้งกันเอง มอง รธน.60 คืออุปสรรคสำคัญสุด เหตุวางด่านป้องกันการแก้ใหม่ ชี้เป็นปุ๋ยให้ระบอบสีน้ำเงินกินรวบทุกสถาบันการเมือง
'ไอติม' แนะรัฐป้องกันเหตุซ้ำรอยมักกะสัน ต้องวางระบบที่ดี ขจัด-ลงโทษพฤติกรรมคนไม่ดี
พริษฐ์ ชี้หากไม่ต้องการเหตุการณ์ที่มักกะสันเกิดขึ้นอีกในอนาคต รัฐมีหน้าที่วางระบบที่ดีที่ขจัด ลงโทษ จากพฤติกรรมที่ไม่ดีของคนไม่กี่คน
'ส้ม' เขย่า 'ภท.' ลอยแพแก้รธน. หวั่นอำนาจสว.ทำสะดุด
'พนิดา' มองเป็นเรื่องดี-เคารพเสียง ปชช. หลัง 'ภูมิใจไทย-เพื่อไทย' เตรียมดันร่างแก้ รธน. แย้ม 'ปชน.' จ่อเสนอร่างด้วย ห่วง 21.6 ล้านเสียงสูญเปล่า ย้ำ ทุกพรรคต้องหาฉันทามติร่วมกันปมอำนาจ 1 ใน 3 สว. หวั่น ทำแก้ ม.256 สะดุด

