คน ค้น ขยะ

  • Saturday, June 17, 2017 - 00:00


    ขยะที่กองสูงท่วมหัวราวกับภูเขาลูกย่อมๆ โชยกลิ่นทักทายผู้มาเยือนแต่ไกล เมื่อเดินเข้าไปใกล้สารพัดขยะที่บรรจุอยู่ในถุงทิ้งขนาดต่างๆ ก็ยิ่งส่งกลิ่นรุนแรงจนรู้สึกแสบจมูก บนกองขยะข้างหน้า ผู้หญิง 6-7 คนกำลังสาละวนอยู่กับการค้นหาสิ่งของที่สามารถนำไปขายได้ ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องน้ำอัดลม กระดาษ เศษโลหะต่างๆ โดยมี ‘เคียว’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ‘คุ้ย’ หรือค้นหาสิ่งของ เมื่อคุ้ยได้แต่ละคนก็จะหยิบใส่ถุงปุ๋ยใบใหญ่สีกระดำกระด่าง

    ภายใต้เพิงพักที่อยู่ห่างจากกองขยะเพียงไม่กี่ก้าวเดิน เด็กๆ ลูกหลานของคนคุ้ยขยะเกือบสิบคนต่างก็นั่งเล่น นอนเล่นอยู่บนโซฟาและที่นอนเก่าสภาพผุพัง ส่วนของเล่นที่เด็กๆ ถืออยู่ในมือก็ไม่ต้องซื้อหามาจากที่ไหน ล้วนแล้วมาจากกองขยะนั่นเอง ขณะที่เด็กเล็กบางคนนอนหลับอยู่ในเปล โดยมีผู้เป็นแม่คอยไกวเปลพร้อมกับปัดไล่ฝูงแมลงวันไปด้วย

    ส่วนเด็กโตที่วันนี้ไม่ได้ไปโรงเรียนก็จะมาช่วยแม่คุ้ยขยะด้วยท่าทางคล่องแคล่ว เธอเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน 12 ปี สีหน้าและแววตาของเธอดูมุ่งมั่นแบกรับภาระไม่แพ้ผู้ใหญ่ นั่นเพราะสิ่งของที่คุ้ยได้ทุกชิ้น แม้มันจะดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันอยู่ในถุงปุ๋ยใบใหญ่ มันก็อาจหมายถึงข้าวสารสัก 1-2 กิโลฯ ขนมสำหรับน้องๆ หรือเปลี่ยนเป็นเศษสตางค์ติดกระเป๋าเอาไว้ไปซื้อของกินที่โรงเรียน

    วิถีของคนค้นขยะมือ 3

    ที่นี่คือสถานที่กำจัดขยะของเทศบาลตำบลบ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9 ตำบลบ้านกลาง ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ระดับประเทศที่ตั้งอยู่ริมถนนสายลำพูน-เชียงใหม่ ทว่าสภาพมันต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะในซูเปอร์สโตร์เต็มไปด้วยข้าวของนานาชนิด ล้วนใหม่เอี่ยม หลากสีสัน มีแอร์เย็นๆ ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมต่างๆ ทั้งอาหารการกิน ขนมนมเนย และผู้คนที่แต่งกายดูสะอาดตา

    ส่วนที่กองขยะนั้นเล่า ล้วนมีแต่ของเหลือทิ้ง ทั้งเหม็นเปรี้ยว เหม็นบูด มีแมลงวันหัวเขียวฝูงใหญ่บินว่อนอยู่ไปมา มีหนอนไต่ยั้วเยี้ย และมีผู้คนอยู่กลุ่มหนึ่งที่เนื้อตัวขมุกขมอม แต่มีความหวังอยู่กับกองขยะกองนี้...!!

    วาสนา ไชยพงศ์ อายุ 52 ปี หากินกับการคุ้ยขยะที่นี่มานานเกือบ 20 ปี เล่าว่า บ้านเดิมของคนคุ้ยขยะเกือบทั้งหมดอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งที่นั่นพวกเธอก็มีอาชีพคุ้ยขยะเหมือนกัน ราวปี 2542-2543 มีบริษัทกำจัดขยะแห่งหนึ่งได้รับเหมางานกำจัดขยะที่เทศบาลตำบลบ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน จึงชักชวนพวกเธอให้มาทำงานในโรงกำจัดขยะแห่งนี้ เพราะคนที่ลำพูนไม่มีใครอยากจะทำ แต่ทำงานได้ราว 1 ปี เทศบาลรับงานกำจัดขยะมาทำเอง จึงเลิกจ้างบริษัท คนงานที่มาจากพิจิตรจึงไม่มีงานทำ พวกเธอซึ่งมีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กเล็ก กว่า 10 ครอบครัวไม่อยากจะกลับไปหากินที่จังหวัดพิจิตรอีก จึงใช้กองขยะที่ถูกลำเลียงมาจากรถเก็บขยะของเทศบาลตำบลบ้านกลางเป็นที่ทำมาหากิน

    ทุกวันตั้งแต่เวลาประมาณ 6 โมงเช้า รถเก็บขยะของเทศบาล จำนวน 4 คัน จะหมุนเวียนกันนำขยะที่เก็บมาจากบ้านเรือน ชุมชน ตลาด ร้านค้า ฯลฯ นำมาเทกองที่ลานกำจัดขยะแห่งนี้ เมื่อขยะเดินทางมาถึง พวกเธอจะใช้เครื่องมือในการทำมาหากิน คือ เคียวและถุงปุ๋ย เก็บหาสิ่งของที่สามารถนำไปขายได้ เคียวจะทำหน้าที่เกี่ยวและดึงถุงขยะออกมา หากมีขวด กระป๋อง กระดาษ หรือสิ่งของที่ขายได้ พวกเธอก็จะหยิบใส่ถุงปุ๋ย เมื่อเต็มถุงก็จะเอามากองและคัดแยกออกเป็นประเภทต่างๆ รอนำไปขาย

    เช่น ขวดพลาสติกขุ่น ราคากิโลกรัมละ 11 บาท ขวดพลาสติกใส ราคากิโลกรัมละ 8-9 บาท ขวดแก้ว ราคากิโลกรัมละ 70 สตางค์ - 1 บาท กระดาษกิโลกรัมละ 1 บาท โดยจะมีรถจากร้านรับซื้อของเก่าในท้องถิ่นมารับซื้อถึงที่ และนำไปขายต่อที่ร้านรับซื้อขนาดใหญ่ ส่วนราคาซื้อขายขยะรีไซเคิลเหล่านี้จะขึ้น-ลง ผันผวนไม่แพ้ตลาดหุ้น หากช่วงใดขยะรีไซเคิลชนิดใดมีปริมาณสำรองอยู่ในตลาดมาก ราคารับซื้อก็จะต่ำลง

    “วันๆ หาได้ไม่ถึงร้อยบาทหรอก เพราะขยะที่พวกเราคุ้ยในกองนี้เป็นขยะมือที่ 3 หรือมือที่ 4 แล้ว เพราะมือแรกๆ จะเป็นพวกรถซาเล้งหรือมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ออกหาเก็บของในถังขยะหรือตามที่ทิ้งขยะต่างๆ ส่วนพวกมือ 2 ก็จะเป็นรถเก็บขยะของเทศบาลนี่เอง เพราะคนยกขยะที่อยู่ตามรถเก็บขยะ จะเก็บหาของที่ขายได้เอาไว้ขายเอง ส่วนขยะที่อยู่ในถุงพลาสติก ส่วนใหญ่เขาจะไม่แกะ ก็จะนำมาทิ้งเทกองที่นี่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นขยะจากครัว ไม่ค่อยจะมีของที่ขายได้ ประมาณ 2-3 วันจึงจะรวบรวมไปขาย บางครั้งได้ไม่ถึง 50 บาท” วาสนาเล่าถึงรายได้ของคนคุ้ยขยะมือ 3

    คนคุ้ยขยะที่นี่เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงที่มีประมาณ 10 กว่าคน ในแต่ละวันพวกเธอจะออกคุ้ยขยะตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเช้า จนถึงประมาณ 3-4 โมงเย็น หรือจนกว่ารถเก็บขยะจะเลิกงาน ส่วนเวลาพักก็ไม่แน่นอน ไม่มีใครมากะเกณฑ์ ส่วนใหญ่จะหยุดพักเมื่อคุ้ยขยะแต่ละรอบเสร็จ หรือหากแดดร้อนจัดก็จะเข้าไปหลบอยู่ในเพิงพัก คนที่มีลูกอ่อน มีเด็กเล็ก จะเอาเด็กๆ ไปปล่อยให้นั่งเล่นหรือนอนอยู่ภายใต้เพิงพักใกล้กองขยะเพื่อไม่ให้ไกลสายตา เด็กๆ จึงคุ้นชินกับชีวิตข้างกองขยะ เด็กบางคนเดินตีนเปล่าคุ้ยหาของเล่นในกองขยะเหมือนกับเป็นสวนสนุก

    ส่วนเด็กโตทั้งชายและหญิงที่มีเกือบสิบคนก็จะไปโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล เมื่อมีวันหยุดเด็กๆ เหล่านี้ก็จะมาช่วยพ่อแม่คุ้ยขยะเพื่อหารายได้ ไม่มีโอกาสได้เล่นเกมหรือเล่นไลน์ทางโทรศัพท์มือถือเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ
    ส่วนผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็จะออกไปทำงานรับจ้างต่างๆ เช่น งานก่อสร้าง กรรมกร หรือเป็นลูกจ้างเทศบาล ทำงานโยธาต่างๆ รวมทั้งทำหน้าที่เก็บขยะประจำรถเก็บขยะของเทศบาล...

    บ้านหลังใหม่ของคนค้นขยะ

    ตอนแรกที่มาตั้งบ้านเรือนใหม่ๆ อยู่ไม่ไกลจากกองขยะ พวกเขามีอยู่ราว 2-3 ครอบครัว ล้วนแล้วแต่เป็นพี่น้องหรือเครือญาติ นานวันเข้าจึงมีลูกมีหลาน จนขยายเป็น 19 ครอบครัวในปัจจุบัน รวมสมาชิกทั้งหมดประมาณ 70 คน สภาพบ้านเรือนก็อยู่กันแบบตามมีตามเกิด บางครอบครัวเอาเต็นท์หลังใหญ่ (เต็นท์ที่ใช้เวลามีงานกลางแจ้ง) มาทำเป็นบ้าน หาสังกะสี ไม้ แผ่นพลาสติก หรือสารพัดสิ่งของจากกองขยะมาเป็นข้างฝา บ้างก็สร้างเป็นเพิง แล้วเอาพลาสติกผืนใหญ่มาคลุมรอบด้านกันฝนสาดใส่ แต่ดูอย่างไรก็ห่างไกลจากสภาพความเป็น “บ้าน” ในมาตรฐานของคนทั่วไป

    “เป้า หลำวิลัย” อายุ 57 ปี สมาชิกชุมชนคนคุ้ยขยะ เล่าว่า แรกๆ ที่มาอยู่ที่นี่ ชาวบ้านในท้องถิ่นที่เป็นคนลำพูน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีบ้านหลังใหญ่ก็รังเกียจ ไม่อยากจะให้พวกเธออยู่ที่นี่ เพราะเห็นว่าหากินอยู่กับกองขยะ สกปรก เป็นแหล่งมั่วสุมของคนคุ้ยขยะ จึงรวมตัวกันขับไล่ ต้องหาที่อยู่ใหม่ จนมาได้ที่ดินใกล้กับกองขยะ เจ้าของที่ดินใจดีจึงให้เช่าที่ดินปลูกสร้างเป็นที่พัก เก็บค่าเช่าครอบครัวละ 200 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังให้ย้ายชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านเพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าเรียนในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนของเทศบาล

    แต่สภาพบ้านที่สร้างกันตามมีตามเกิดก็ไม่สามารถคุ้มแดดกันฝนได้ พอถึงหน้าหนาว ลมเย็นก็จะมุดเข้ามาตามรอยโหว่แหว่งต่างๆ ต้องจุดฟืนผิงไฟแก้หนาว พอหน้าฝน เม็ดฝนก็จะสาดเข้ามาในบ้าน ทำให้ข้าวของเปียกปอน เด็กๆ จะเจ็บป่วยเป็นไข้บ่อยๆ ส่วนหน้าร้อนก็ร้อนสุดๆ เพราะส่วนใหญ่จะปลูกบ้านเป็นเพิง ไม่มีหน้าต่างระบายอากาศ อยู่กันอย่างยากลำบาก

    “เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ว่าฯ ลำพูนมาเยี่ยม เอาของมาแจก มีนายกเทศมนตรี มีเจ้าหน้าที่จาก พอช.เข้ามาบอกว่าจะช่วยซ่อมบ้านให้ แต่ดูสภาพบ้านแล้วมันซ่อมไม่ได้ เพราะรื้อแล้วไม่เหลืออะไร ต้องสร้างใหม่ ตอนแรกก็ไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครมาช่วยเหลือสร้างบ้านให้ แต่ตอนนี้บ้าน 8 หลังแรก สร้างเกือบเสร็จแล้ว อีกไม่นานจะเข้าอยู่ได้ แต่พวกเราก็บอกกันว่า จะไม่เข้าอยู่ตอนนี้หรอก ต้องรอให้อีก 11 หลังสร้างเสร็จก่อน จึงจะเข้าอยู่พร้อมกัน เพราะพวกเราลำบากมาด้วยกัน เมื่อจะสบายก็ต้องสบายด้วยกัน” ป้าเป้าเล่าถึงความผูกพันของคนคุ้ยขยะ

    สมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ กล่าวว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

    สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จึงจัดทำโครงการ “บ้านพอเพียงชนบท” ขึ้นมา เพื่อรองรับนโยบายรัฐบาล มีระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) เป้าหมาย 5,300 ตำบล รวม 352,000 ครัวเรือน โดยในช่วงแรกมีเป้าหมายดำเนินการใน 150 ตำบล รวม 9,000 ครัวเรือน เพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนที่มีรายได้น้อย มีสภาพทรุดโทรม ไม่มั่นคง ในวงเงินครัวเรือนละไม่เกิน 18,000 บาท เพื่อช่วยลดปัญหาความเดือดร้อน และพัฒนาคุณภาพการอยู่อาศัยของครัวเรือนที่ยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการจัดทำโครงการ

    ดังตัวอย่างที่จังหวัดลำพูน เทศบาลตำบลบ้านกลางได้ร่วมกับจังหวัดลำพูนและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจัดทำโครงการบ้านพอเพียงชนบทขึ้นมา มีการสำรวจข้อมูลบ้านเรือนที่เดือดร้อนและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการซ่อมแซม จึงได้เสนอให้จัดทำโครงการที่ชุมชนคุ้ยขยะ (ชื่อที่คนภายนอกเรียก) บริเวณหมู่ที่ 9 เขตเทศบาลตำบลบ้านกลางก่อน เนื่องจากสภาพบ้านทั้งชุมชนจำนวน 19 หลัง มีสภาพทรุดโทรม ไม่ถูกสุขลักษณะ และไม่เหมาะที่จะอยู่อาศัย

    โครงการนี้ดำเนินการภายใต้แนวคิด ‘One Home’ หรือ ‘บ้านเดียวกัน’ ของจังหวัดลำพูน เป้าหมายเพื่อเป็นเมืองแห่งความสุข บนความพอเพียง เพราะนอกจากจะมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแล้ว ยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนการพัฒนาสวัสดิการสังคม ส่งเสริมการออมเงิน ส่งเสริมความรู้ด้านต่างๆ ลดปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัว การเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

    “บ้านเพียงใจ” ความหวังใหม่ของเด็กและครอบครัว

    ดร.ประสิทธิ์ จันทรกลาง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านกลาง กล่าวว่า ก่อนที่จะมีโครงการบ้านพอเพียง ตนได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่คุ้ยขยะมาก่อน พบว่าสภาพบ้านเรือนและการใช้ชีวิตไม่ถูกสุขลักษณะ อาจเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่มาจากขยะ รวมทั้งเห็นสภาพของเด็กที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนที่ต้องคลุกอยู่กับกองขยะ เพราะพ่อแม่วุ่นอยู่กับการคุ้ยขยะทั้งวัน จึงได้เชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนมาดูสภาพชุมชน ซึ่งท่านผู้ว่าฯ ก็อยากจะให้เทศบาลช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและปรับปรุงบ้านเรือนของชาวบ้านให้ดีขึ้น แต่ติดขัดที่ระเบียบของทางราชการที่ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเรื่องการซ่อมแซมบ้านที่ปลูกสร้างในที่ดินของเอกชนได้ พอมีโครงการบ้านพอเพียงของ พอช.เข้ามา แต่มีงบประมาณซ่อมแซมไม่เกินหลังละ 18,000 บาท จึงต้องใช้วิธีการระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเข้ามาเพื่อสร้างบ้านใหม่ เนื่องจากบ้านหลังเก่าไม่อยู่ในสภาพที่จะซ่อมแซมได้

    “ทางกองช่างของเทศบาลตำบลบ้านกลางได้ช่วยออกแบบบ้าน มีนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคลำพูน ผู้ต้องขังจากเรือนจำ ทหารในพื้นที่ และชาวบ้านช่วยกันลงแรงสร้างบ้าน ส่วนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ยังขาดก็ได้รับการช่วยเหลือจากภาคเอกชนให้การสนับสนุน เริ่มสร้างบ้านเมื่อต้นปีนี้ ตอนนี้บ้านเฟสแรก 8 หลังสร้างเสร็จแล้ว ส่วนอีก 11 หลังกำลังก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 4 เดือนนี้ ถ้าคิดเป็นราคาบ้านต่อหลังจะตกประมาณหลังละ 1 แสนบาท แต่งบประมาณที่เราใช้จริง และไม่ได้รวมค่าแรงจะตกประมาณหลังละ 4 หมื่นบาทเท่านั้น” นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลางกล่าว และบอกว่า ตอนแรกที่ทำโครงการนี้ ชาวบ้านในท้องถิ่นที่เป็นคนลำพูนก็ไม่พอใจ เพราะคิดว่าเทศบาลช่วยเหลือคนที่มาจากต่างถิ่น ทั้งยังมีอาชีพที่น่ารังเกียจ

    สำหรับบ้านใหม่ของชาวชุมชนคุ้ยขยะได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘บ้านเพียงใจ’ มีลักษณะเป็นบ้านแถวชั้นเดียว ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร มีห้องน้ำในตัว รวม 19 ห้อง (แบ่งการสร้างเป็น 2 เฟส) ก่อสร้างด้วยอิฐและปูน บนพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1 ไร่เศษ และมีพื้นที่ส่วนกลางเป็นพื้นที่พักผ่อนหรือจัดกิจกรรมร่วมกัน ส่วนภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์ เช่น หมู่บ้านเพลินวิลเลจ, นายนิพนธ์ สาวะจันทร์, บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ ฯลฯ ภาครัฐ เช่น จังหวัดลำพูน สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ฯลฯ

    นอกจากการสร้างบ้านใหม่แล้ว เทศบาลตำบลบ้านกลางยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนงานในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวชุมชน ‘บ้านเพียงใจ’ ให้ดีขึ้น เช่น การคัดแยกขยะที่ถูกต้อง ปลอดภัย และเพิ่มรายได้ เพราะขยะที่คัดแยกแล้วจะขายได้ราคามากกว่าขยะรวม ส่วนเด็กในวัยเรียนที่มีเกือบ 10 คน ก็จัดรถไปรับ-ส่งที่โรงเรียน รวมทั้งจะประสานกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูนให้การสนับสนุนเรื่องอาชีพเสริมหรือด้านการเกษตรโดยไม่ต้องใช้พื้นที่มาก เช่น เลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ ปลูกพืชผักสวนครัว ฯลฯ

    “ขยะเป็นของที่ไม่มีค่าสำหรับคนอื่น แต่มันมีค่าและเป็นประโยชน์สำหรับพวกเขา และการคัดแยกขยะก็เป็นการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมในการลดปริมาณขยะ ซึ่งในจังหวัดลำพูนก็ไม่มีใครอยากจะทำงานแบบนี้ เมื่อมีคนจากที่อื่นมาทำงานนี้และเข้ามาอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง เทศบาลก็ถือว่าพวกเขาเป็นประชาชนที่เทศบาลต้องดูแลด้วย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเป็นคนด้อยโอกาส จึงต้องส่งเสริมคนกลุ่มนี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายกเทศบาลตำบลบ้านกลางกล่าว

    วาสนา ไชยพงศ์ ตัวแทนชาวชุมชนบ้านเพียงใจ บอกว่า ชาวบ้านรู้สึกดีใจที่จะมีบ้านใหม่ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งไม่ต้องกลัวโดนไล่ และมีสภาพที่ดีกว่าก่อน เด็กๆ ก็จะได้มีที่วิ่งเล่น มีที่พักผ่อน และตอนนี้ พอช.ได้มาส่งเสริมให้ชาวบ้านทั้ง 19 ครอบครัวจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือกัน ออมเงินเข้ากลุ่มครอบครัวละ 200 บาทต่อเดือน

    “ฉันคิดว่าเมื่อมีบ้านใหม่แล้ว ชีวิตของพวกเราก็จะต้องดีขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องนอนตากฝนเหมือนเมื่อก่อน มีกองทุนเอาไว้ช่วยเหลือดูแลกัน เด็กๆ เมื่อก่อนก็จะโดนเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียน ไม่มีใครอยากจะเล่นด้วย เพราะเห็นว่ามาจากกองขยะ บางวันเด็กๆ ก็ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะกลัวเพื่อนล้อ คิดว่าถ้าบ้านเรามีสภาพดีขึ้น เด็กๆ จะได้ไม่อายเพื่อนที่โรงเรียน” ตัวแทนชาวชุมชนเพียงใจเผยความหวังในใจ

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ยังไม่ถึงวันที่ ๒๖ ตุลา........... กรุงเทพฯ ก็เริ่ม "คับแคบ" ตั้งแต่วันที่ ๒๓ แล้ว! เมื่อถึงวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ" ประชาชนไม่เป็นแสน-เป็นล้านหรือนี่ ที่ต่างมุ่งหน้าสู่สนามหลวง ด้วยใจประสงค์ตรงกัน?
  • บทบรรณาธิการ

    พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ แนะนำหนทางสู่การตระหนักรู้และทำในสิ่งที่ควรเพื่อเดินหน้าต่อไปในห้วงแห่งความโศกเศร้าหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ในหัวข้อ รับมือกับความเศร้าโศกในยามสูญเสีย
  • เอ็กซ์-ไซท์

    หนุ่มชาวนครปฐมทำทอง1บาทหล่นหาย แต่โชคดีได้รับคืนหลังนายกอบต.สระพัฒนา เก็บได้ระหว่างเดินทางไปวางพวงมาลาวันปิยมหาราช ก่อนติดต่อส่งคืนเจ้าของขอบคุณ "สมกับเป็นตัวแทนชาวบ้าน"
    หน่วยเฉพาะกิจโชคชัย จังหวัดชุมพรจับพ่อค้ายาบ้า "แก๊งหนุ่ม ซอมบี้" ยึดของกลางยาบ้าตราแอปเปิ้ลร่วมหมื่นเม็ด เผยเดือนเดียวจับ 25 คดี
    ชาวประมงพื้นบ้านหาดเจ้าสำราญ จัดกิจกรรม “สานต่อคำสอนพ่อ” นำศาลพระภูมิที่ชำรุดทิ้งกลางทะเล ทำเป็นปะการังเทียมให้สัตว์น้ำอยู่อาศัย เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืน
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง