ดักขยะ'คลองลาดพร้าว' ขจัดมลภาวะคลองหลักใจกลางเมืองกรุงเทพฯ


เพิ่มเพื่อน    

เครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว   ช่วยบรรเทาปัญหา

         

     ปัญหาขยะในกรุงเทพมหานครนับว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดีว่า มีปริมาณมาก โดยในปี 2562 มีปริมาณขยะเฉลี่ย 10,500 ตันต่อวัน ปัจจัยหลักที่ขยะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาจากการขยายตัวของเมืองและประชากรเข้ามาอาศัยอยู่ที่มากขึ้น รวมทั้งยังขาดการคัดแยกขยะที่ถูกต้อง และการขาดความตระหนักถึงปัญหาขยะของคนเมือง

       ดังนั้น สิ่งที่คนเมืองต้องเจอจากปัญหาขยะ ไม่เพียงแค่ขยะบนบกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงขยะเวลาที่เกิดน้ำท่วมขังในบางจุดของกรุงเทพฯ ที่เป็นผลมาจากการระบายน้ำไม่ทันของคูคลอง แม้ว่าในเขตกรุงเทพมหานครจะมีจำนวนคูคลองทั้งหมดกว่า 1,600 คูคลอง มีความยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร ในจำนวนนี้มีคลองประมาณกว่า 900 คลอง ความยาว 1,300,000 เมตร ที่ใช้เป็นช่องทางหลักในการระบายน้ำจากกรุงเทพมหานครลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและลงสู่ทะเล แต่กลับพบปัญหาขยะจำนวนมาก

       จากข้อมูลการเก็บขยะในคูคลอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558–2562 เป็นระยะเวลา 5 ปี ของสำนักงานเขต สำนักการระบาย และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร พบว่า สามารถรวมปริมาณขยะที่เก็บได้กว่า 380,000 ตัน

 

คนในชุมชนช่วยกันตักขยะจากคลองลาดพร้าว 

 

      หากมองในส่วนของคลองเส้นหลักใจกลางเมือง อย่างคลองลาดพร้าว ในแค่ระยะทาง 12 กิโลเมตร จากความยาวทั้งหมดของคลองกว่า 20 กิโลเมตร ต้องแบกรับขยะที่มีถึง 4-5 ตัน/วัน ช่วง 12 กม.ดังกล่าวนี้ ก็คือจากทางปากคลองแสน-เส้นปากคลองหลุมไผ่ ซึ่งทางกรุงเทพมหาคน ก็ได้มีจัดการขยะโดยใช้แพดักขยะไม้ไผ่จำนวน 2 อัน สามารถดักขยะได้ประมาณ 2 ตัน/วัน ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ส่วนขยะในคลอง มีทั้งโทรทัศน์ เตียง ตุ๊กตา ขาวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะขยะพลาสติกทั้งที่เป็นถุง ขวดน้ำ หรือมาในรูปแบบ ถุงดำที่ใส่ขยะมัดปากแล้ว ก็มีจำนวนมาก

      ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโคคา-โคลา โดยบริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย และสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการติดตั้งเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว จำนวน 2 เครื่อง โดย "คลองลาดพร้าว" ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำ 9 แห่งทั่วโลก ภายใต้การเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างมูลนิธิโคคา-โคลา ที่มอบเงินรวม 11 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 345 ล้านบาท ให้แก่โครงการ Benioff Ocean Initiative ของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา ในการสนับสนุนโครงการเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อดักจับขยะจากคลอง ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดแยก เพื่อนำไปกำจัดและรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ สร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชนและส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

 

นันทิวัต ธรรมหทัย ผอ.องค์กรสัมพันธ์ มูลนิธิโคคา-โคลา และเจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย

 

      นายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า คลองลาดพร้าวในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็น 1 ในแม่น้ำ 9 แห่งที่ได้ถูกคัดเลือก เพื่อทำให้สะอาด ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ไร้ขยะในแม่น้ำลำคลอง เหตุผลเพราะคลองลาดพร้าวเป็นคลองที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ  เชื่อมต่อระหว่างคลองแสนแสบและคลองสอง เป็นระยะทางยาวประมาณ 12 กิโลเมตร ที่ได้รับเลือกผ่านการหารือ และพูดคุยระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ ทีมงาน Urban Action และผู้นำชุมชน โดยคลองลาดพร้าวนับเป็นคลองที่ประสบปัญหามลพิษขยะเป็นจำนวนมาก และจำเป็นต้องมีการทำความสะอาดเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน จากเดิมที่หน่วยงานในพื้นที่และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต่างก็ทำงานอย่างหนักในการช่วยทำความสะอาดคลองอยู่แล้ว แต่ขยะในคลองยังคงมีปริมาณมาก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการจัดการที่ไม่เหมาะสมของชุมชนริมคลอง

      ดังนั้น การได้ร่วมสนับสนุนในโครงการติดตั้งเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว ที่ผลิตขึ้นในประเทศจำนวน 2 เครื่อง และเริ่มทำงานตั้งแต่ในเดือนมิถุนายน 2563 ภายใต้การทำงานของมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย โดยการดักขยะจากอุปกรณ์ทั้งสองนี้จะใช้เวลาดำเนินงาน 5 วันต่อสัปดาห์ คาดว่าจะช่วยดักจับขยะได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติก ก่อนจะนำไปตากให้แห้งและคัดแยก ที่สถานที่คัดแยกในเขตลาดพร้าว ส่วนขยะที่สามารถรีไซเคิลได้จะถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องและเหมาะสม และตลอดกระบวนการทำงานจะมีการบันทึกปริมาณและประเภทของขยะที่เก็บรวบรวมได้อย่างถี่ถ้วน เพื่อนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาโครงการการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชนริมคลอง อีกทั้งยังช่วยให้ขยะไม่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

      นายเจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย ที่มีส่วนในการคัดเลือกคลองลาดพร้าว ในการเป็นโมเดลการใช้เครื่องดักขยะ กล่าวว่า ในช่วงที่เริ่มทำโครงการนี้ทางมูลนิธิได้มีการสำรวจคลองหลักๆ ในกรุงเทพฯ 3-4 คลอง เพื่อดูว่าคลองไหนเหมาะที่ทำการเสนอในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำ 9 แห่งทั่วโลก เพื่อติดตั้งเครื่องดักขยะ มากที่สุด หลังจากสำรวจเสร็จก็มีการได้ปรึกษาพูดคุยกับกรุงเทพฯ หน่วยงานสำนักการระบายน้ำ และผู้นำชุมชนก็พบว่าคลองลาดพร้าวเหมาะสมที่สุด เพราะโดยสภาพทั่วไปของคลองลาดพร้าวจะเห็นว่ามีบ้านเรือนสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตคลอง ทำให้ส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำ ซึ่งตอนนี้ภาครัฐก็ได้เข้ามาช่วยในการสร้างบ้านประชารัฐประมาณ 3,000 หลัง สร้างระบบการระบายน้ำที่ดีและเหมาะสมเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะแม้ว่าคลองจะมีขนาดเล็ก แต่กลับมีปริมาณขยะมาก ต่อมาได้รับความเห็นชอบจากสำนักการระบายน้ำ และเหล่าผู้นำชุมชน

      “ หลังจากได้ผ่านการลงมติจากทุกฝ่ายก็ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ในการติดตั้งเครื่องดักขยะจำนวน 3 เครื่อง ในจำนวนนี้ทางมูลนิธิโคคา-โคลา ได้สนับสนุน 2 เครื่อง โดยเครื่องนี้ผลิตในไทย ต้นทุน 2.5 แสนบาท/เครื่อง เพื่อมาเสริมเครื่องดักจับขยะเดิมของทางกรุงเทพฯ ในระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร สามารถรวบรวมขยะจากคลองลาดพร้าวได้กว่า 50 ตัน หรือ 50,000 กิโลกรัม โดยมีปริมาณขยะที่เก็บได้สูงสุดมากกว่า 2,000 กิโลกรัม/วัน แบ่งเป็นขยะที่รีไซเคิลได้ 20-30% ในจำนวนนี้ ไม่รวมถึงขยะอินทรีย์ขนาดใหญ่ เช่น ผักตบชวาและกิ่งไม้ ซึ่งขยะที่เก็บได้มากที่สุดคือถุงพลาสติก ควบคู่ไปกับขยะอื่นๆ อย่างภาชนะโฟมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ขวดพลาสติก ขวดแก้วจำนวนมาก หรือบางทีก็มีขยะมาเป็นถุงใหญ่มัดปาก เหมือนกับการทิ้งขยะบนบก ” เจมส์ กล่าว

 

คนชุมชนคลองลาดพร้าวนำขยะมาตากให้แห้งและคัดแยกไปรีไซเคิล

 

      สำหรับลักษณะของเครื่องดักขยะชนิดนี้ เจมส์ได้ให้ข้อมูลว่า การออกแบบได้ให้ตัวเครื่องมีส่วนแขน ที่สามารถกางและยืดออกไปได้ยาวตามพื้นที่ แต่เนื่องจากลักษณะของคลองลาดพร้าวและการสัญจรในคลอง ทำให้ไม่สามารถทำให้เครื่องยืดได้ตามขนาดพื้นที่ หรือถ้าให้ดีที่สุดคือ 45 องศา และภายใต้แขนก็จะประกอบด้วยครีบ ที่จะสามารถช่วยดักจับขยะได้มากขึ้น และมีความทนทาน แต่ด้วยปัจจัยทางการเดินเรือต่างๆ ทำให้ยืดได้สั้น แต่ก็ยังสามารถดักจับขยะได้ถึงวันละ 1 ตัน โดยเครื่องจะทำงาน 5 วัน/สัปดาห์ แต่จะให้ดีในระยะคลองประมาณ 12 กิโลเมตร น่าจะมีเครื่องดักขยะประมาณ 6 เครื่อง โดยเป็นการเสริมเครื่องดักขยะเดิม

      " ทั้งนี้ เราได้คนในชุมชนจำนวน 9 คน มาร่วมทำงานช่วยเก็บขยะบนเรือ และคัดแยกเพื่อเป็นสร้างรายได้ โดยในระยะเวลา 3 ปี ก็คาดว่าจะมีการดักจับขยะ และจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งทางโครงการก็จะคอยประเมินระบบทำงานเครื่องดักขยะ เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตที่จะทำร่วมงานกับนักศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเครื่องให้มีประสิทธิภาพและดียิ่งขึ้น และเป็นโมเดลให้กับคลองอื่นๆ หลังจากโควิด-19 หายไป ก็จะเดินหน้าขยายสู่องค์กรที่สนใจในการจัดการขยะต่อไป" เจมส์กล่าว

      นายตุ้ม ปิโย หัวหน้าหน่วยเก็บขยะทางน้ำ หน่วยลาดพร้าว 56 กลุ่มงานบำรุงรักษาคลอง 1 กองระบบคลอง สำนักการระบายนํ้า กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า คลองลาดพร้าวเป็นหนึ่งในคลองสายหลักของกรุงเทพฯ ซึ่งมีระยะกว่า 20 กิโลเมตร จากปากคลองลาดพร้าว ยาวไปจนถึงคลองสองสายใต้ ในปัจจุบันตนดูแลในระยะประมาณ 12 กิโลเมตร เริ่มจากปากคลองแสนแสบ-คลองหลุมไผ่ ในส่วนขนาดของคลองตอนนี้กว้างเพิ่มขึ้น 38 เมตร จากเดิมอยู่ที่ 16-30 เมตร เพราะทางกรุงเทพฯ ได้เข้ามาดำเนินการสร้างบ้านประชารัฐและเขื่อนคลองลาดพร้าว ทำให้มีการระบายและกลิ่นที่ดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นที่มีบ้านที่รุกล้ำเข้ามาในคลอง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทำไม่ได้ และขยะก็เพิ่มขึ้น

      หัวหน้าหน่วยเก็บขยะ กล่าวอีกว่า ยิ่งในหน้าฝนมีขยะที่ถูกชะล้างมา ทำให้ปริมาณขยะยิ่งมากขึ้น เราต้องเก็บขยะมากถึง 4-5 ตัน/วัน หรือมากกว่านั้น จากในช่วงปกติที่ฝนไม่ตกก็จะเก็บขยะประมาณ 2-3 ตัน/วัน ด้วยแพดักขยะไม้ไผ่คอยดัก 2 จุด แบ่งเก็บวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นทุกวัน เพราะขยะมีอยู่ตลอดไม่เคยลด ตนคิดว่าพอมีเครื่องดักขยะเข้ามาเพิ่มอีก 3 เครื่อง ก็สามารถช่วยเพิ่มการดักจับขยะได้อีก 1 ตัน หรือบางวันก็ 2 ตัน ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดักเก็บขยะได้มากถึง 5-6 ตัน/วัน และช่วยในการระบายน้ำในช่วงฝนตกให้เร็วขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญคือความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชน ที่จะไม่ทิ้งขยะลงคลอง หรือหากจะทิ้งสามารถเรียกเรือเก็บขยะเราได้เลย เพราะมีขยะชิ้นใหญ่อย่างโซฟา เตียง ค่อนข้างที่จะเก็บยาก และทำให้อุดตันการระบายน้ำ เพราะปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยต่างช่วยกันเดินหน้าหาแนวทางแก้ไข เพื่อลดปัญหาขยะเหล่านี้ที่ทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแก่คลองในกรุงเทพมหานคร และช่วยบรรเทาวิกฤติระดับโลกได้อย่างประสบความสำเร็จ